วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจพอเพียง




ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
จากการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย  ทัดเทียมกับนานนาอารยประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา  นับแต่เริ่มนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ  ฉบับที่  1  เมื่อ พ.ศ. 2504  เน้นการพัฒนาที่สร้างระบบสาธารณูปโภค  การวางโครงสร้างตามแบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้นการผลิตเพื่อขายทรัพยากรธรรมชาติ  ถูกปรับเป็นปัจจัยเพื่อการผลิต  และป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมในขณะที่วิถีชีวิตและระบบการผลิตของชุมชนไทย  เป็นลักษณะการผลิตเพื่อสนองความจำเป็นพื้นฐาน  มิได้มุ่งผลิตเพื่อขาย  จึงถูกมองในเชิงวิธีคิดและนโยบายของรัฐว่าล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิต  และความเป็นอยู่ใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนากระแสหลัก  ซึ่งส่งผลต่อวิถีแห่งภูมิปัญญา  แบบแผนการดำรงชีวิต  และการผลิต  ตลอดจนวัฒนธรรมของชุมชนอันหลากหลายให้ไปอยู่ในสังคมทุนนิยม
     ผลของการพัฒนาประเทศอย่างรีบเร่งนี้  ที่เน้นความสำคัญในส่วนของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม  จึงเป็นปัจจัยทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม  ทั้งในแง่รายได้และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร  ยิ่งเวลาผ่านไป ปัญหากลับยิ่งเพิ่มพูนทวีคูณ และซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ  มีเพียงคนจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยของประเทศสามารถเข้าถึงทรัพยากร  และมีโอกาสทางสังคมสูง  สามารถเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างรวดเร็ว  ในขณะเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมและแรงงานกลับเข้าไม่ถึงปัจจัยการผลิต  และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
     ฉะนั้น  วิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการเงิน  เมื่อปี พ.ศ. 2540  เป็นภาพสะท้อนหนึ่งของการพัฒนาประเทศที่ล้มเหลว  ที่ไม่สามารถสร้างความเสมอภาค  ความยุติธรรม  แก่สังคมอย่างทั่วถึง  ฉะนั้น  จึงเป็นโอกาสที่สังคมไทยในขณะนี้  จะต้องทบทวนถึงข้อจำกัดและความผิดพลาดจากการพัฒนาที่ผ่านมาทางหนึ่งถือได้ว่าเป็นการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมกับสังคมไทย
    ท่ามกลางภาวะตีบตันทางสังคมและเศรษฐกิจนั้น  แนวคิดหนึ่งได้ถูกเสนอสู่สังคม  ผ่านกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อปี พ.ศ. 2540  ซึ่งเป็นเสมือนแสงสว่างส่องนำทางให้แก่ประชาชนชาวไทยได้นำกลับไปปรับใช้เพื่อบรรเทาความทุกข์ที่เกิดจากปัญหาที่มีอยู่ในขณะนั้น
      เศรษฐกิจพอเพียง  จึ่งนับได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีคุณค่า  อย่างน้อย  2  นัย ด้วยกัน
            ประการที่หนึ่ง  เป็นเครื่องเตือนสติให้แก่ชีวิตปวงชนชาวไทยในภาวการณ์เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตในกระแสการพัฒนาและยังเป็นการเสนอแนะแนวทางออกจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่  โดยประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาของประชาชนอย่างลงตัว
            ประการที่สอง  แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในฐานะเป็นแนวคิดทฤษฎี  และเป็นแนวทางในการปฏิบัติ  โดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงในกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น  หากแต่ครอบคลุมถึงทุกคนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ  ภาคธุรกิจ  เอกชน  หรือประชาชนในส่วนอื่น ๆ
             ทั้งนี้  แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  หรือทฤษฎีใหม่  ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่  แต่เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  คอยเตือนและแนะนำเสมอมา  พระองค์เชื่อมั่นว่าการที่ชุมชน  ท้องถิ่น  สามารถพึ่งตนเองได้นั้น  เป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตนี้ได้

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีหลักพิจารณาอยู่  5  ส่วนดังนี้
                กรอบแนวคิด  เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่  ควรจะเป็น  โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย  สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤตเพื่อ  ความมั่นคง  และความยั่งยืน  ของการพัฒนา
          คุณลักษณะ  เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง  และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
ดังเป็นเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชน เมือง ประเทศโดยอาศัยหลักการพึ่งตนเอง 5 ประการดังนี้
  • ด้านจิตใจ  ต้องเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทร  ประนีประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
  • ด้านสังคม  ต้องมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน รู้จักผนึกกำลัง และ   ที่สำคัญมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากรากฐานที่มั่นคงและแข็งแรง
  • ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดรอบครอบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด และที่สำคัญใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงอยู่เป็นขั้นเป็นตอนไป
  • ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมของเราเอง
  • ด้านเศรษฐกิจ  เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ดำรงชีวิต อย่างพอควร พออยู่ พอกิน สมควรตามอัตภาพและฐานะของตน
         คำนิยาม  ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้
  • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
  • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
  • การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
  เงื่อนไข  การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานกล่าวคือ
  • เงื่อนไขความรู้  ประกอบด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านความรอบครอบที่จะนำความรู้เหล่านี้มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
  • เงื่อนไขคุณธรรม  ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
                                                                                                                   ที่มา  ครูปานใจ  จิรวัชรเดช

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น