ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น การปกครองระบอบประชาธิปไตย 70 ปี ของระบบอประชาธิปไตย ที่ผ่านมา ได้สร้างโอกาส และเป็นนัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐบวกทุน ร่วมกับขุนศึกและศักดินา ที่นักวิชาการเรียกว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบแบบไทยไทย ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ได้ผ่านการเรียนรู้ การสรุปบทเรียน และพัฒนามาสู่ยุคของการกระจายอำนาจในปัจจุบัน
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ได้ก่อให้เกิดบทเรียนที่มีความสำคัญ ต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก ในช่วงนี้เอง เป็นโอกาสสำคัญที่ขบวนการประชาชนไทย ได้เกิดการรวมตัวและขับเคลื่อนขบวนการอีกวาระหนึ่ง หากแต่ภายหลังปี 2516 ก็เกิดการจับกุม เข่นฆ่า ผู้นำชาวนา ผู้นำกรรมกร ผู้นำนักศึกษา และแกนนำในการเคลื่อนไหว จนเป็นเหตุให้เกิดขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในช่วงเวลาต่อมากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่ง ได้ริเริ่มการทำงานหนุนช่วยคนยากคนจน ชาวนา กรรมกร อีกวาระหนึ่ง ในนาม "องค์กรพัฒนาเอกชน" นักพัฒนาได้ร่วมกับชาวบ้าน ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันขึ้นมาอีกครั้ง อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการรวมตัวของชาวบ้าน ทั้งในชนบทและในเมือง ขึ้นมาอย่างมากมายหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มชาวนา , กลุ่มกรรมกรผู้ใช้แรงงาน , กลุ่มผู้ป่วยจากแรงงาน , กลุ่มสลัม , กลุ่มชาวบ้านที่ประสบปัญหาจากโครงการของรัฐ เช่น กลุ่มปัญหาที่ดิน , กลุ่มปัญหาป่าไม้ ,กลุ่มปัญหาเขื่อน , กลุ่มเกษตรทางเลือก , กลุ่มประมงพื้นบ้าน รวมทั้งกลุ่มนักศึกษา ฯ,ฯ ต่อมา บทเรียนการต่อสู้แบบกรณีปัญหา กลุ่มปัญหาสามารถแก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่ขนาดของปัญหา จึงเกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประเด็นปัญหาข้ามกรณีปัญหา สรุปบทเรียน และจัดตั้งเป็นเครือข่ายปัญหา โดยเน้นปัญหาที่เหมือนกัน คล้ายคลึงกันเป็นด้านหลัก จนเกิดการจัดตั้งเครือข่ายต่างๆ ขึ้นอย่างเป็นรูปการ เช่น เครือข่ายปัญหาที่ดินทำกิน , เครือข่ายปัญหาป่าไม้ , เครือข่ายปัญหาเขื่อน , เครือข่ายปัญหาสลัม เป็นต้น
การประกาศตัวในการต่อสู้ของชาวบ้าน ที่เป็นขบวนการชาวบ้านในยุคหลัง ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง จากการรวมตัวของเกษตรกรภาคอีสาน 9 กรณีปัญหา ในนาม สมัชชาเกษตรกรรายย่อย (สกย.)
เพื่อคัดค้านสภาการเกษตรแห่งชาติ ที่รัฐบาลในสมัยนั้นร่วมกับบริษัทข้ามชาติ พยายามผลักดันกฎหมาย ออกมาควบคุมเกษตรกร มหกรรมเสียงจากผู้ไร้สิทธิได้เกิดขึ้นที่ท้องสนามหลวง เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า เกษตรกรชาวไร่ชาวนา ต้องการสิทธิ ต้องการเสียง ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง จนปัจจุบัน สภาการเกษตรดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถผลักดันออกมาเป็นพระราชบัญญัติได้ ในขณะที่ สมัชชาเกษตรกรรายย่อย ก็ได้ขยายเครือข่ายการรวมพลังชาวบ้านให้มากขึ้น ซึ่งในช่วงต่อมาได้ขยายเครือข่ายปัญหาจนเกือบจะครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสาน ทัง 19 จังหวัด และได้สถาปนาชื่อใหม่ขึ้นมาในนาม สมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน (สกย.อ.) ในระยะหลังได้มีการแยกองค์กรเพิ่มขึ้น ในนาม สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (1) ( สกย.อ. (1) ) และ สมัชชาเกษตรกรอีสาน (สกอ.) ฯ,ฯ ท่ามกลางการต่อสู้เรื่องสภาการเกษตรแห่งชาติ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจัดสรรที่ดินทำกิน(คจก.) ให้กับราษฏรผู้ยากไร้ (คจก.) โดยเครือข่ายปัญหาป่าไม้ที่ดินภาคอีสาน ในนาม สมัชชาชาวนาชาวไร่ ภาคอีสาน 47 ป่า ได้รวมตัวกันประกาศคัดค้านโครงการ คจก. อย่างเต็มที่ เพราะนโยบายดังกล่าว จะต้องอพยพคนออกจากที่ดินที่ทำกินเดิม ทั่วประเทศ ประมาณ 10 ล้านคน โดยมีทหารเป็นผู้ดำเนินการ เพราะเป็นยุค รสช. ในครั้งนั้น ชาวบ้านนับหมื่นคนจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบ ได้ร่วมกันชุมนุมเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง จนการชุมนุมใหญ่ที่ปากทางเข้าภาคอีสาน ที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้รัฐบาล อานันท์ ปัญญารชุน ยกเลิกโครงการ คจก. ในเวลาต่อมา ซึ่งนับว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของขบวนการประชาชนอีกวาระหนึ่ง
ขบวนการชาวบ้านได้เกิดการเรียนรู้ ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องของทุกกลุ่ม ทุกเครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยน ร่วมวิเคราะห์ปัญหา สรุปบทเรียน อันนำไปสู่การประสานเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมกัน ในขอบข่ายทั่วประเทศ และเชิญพันธมิตรต่างประเทศเข้าร่วมอีก 9 ประเทศ สถาปนาองค์กรประชาชนในปี 2538 ในนาม สมัชชาคนจน
สมัชชาคนจน เป็นเครือข่ายองค์กรประชาชนผู้ประสบชะตากรรมเดียวกัน อันเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ละเลยภาคเกษตรกรรม แนวทางการพัฒนากระแสหลักนี้ ได้นำมาซึ่งการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ คนจนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมถูกละเลย ชุมชนไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ทรัพยากรถูกทำลาย และตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยหลักของเกษตรกร ถูกแย่งชิง การประกาศใช้นโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าทับที่ทำกินของชาวบ้าน "การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทำลายทรัพยากรและทำลายชุมชน" ที่ทำกินผืนสุดท้ายต้องอยู่ใต้ผืนน้ำที่เรียกว่า เขื่อน คนหนุ่มสาวถูกภาวะการทางเศรษฐกิจที่บีบรัดให้ต้องเข้ามาขายแรงงานในเมือง อันเป็นที่มาของการขูดรีดแรงงาน ชุมชนแออัด รัฐกลับไม่เหลียวแล การพัฒนาเกษตรแผนใหม่ที่เน้นการใช้สารเคมี ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ได้ทำลายสภาพดินและสภาพแวดล้อม ขณะที่เกษตรกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นๆ เช่น เกษตรปลอดสารเคมี เกษตรผสมผสาน เกษตรยั่งยืน วนเกษตร กลับไม่ได้รับการเหลียวแล คนจนเหล่านี้จึงได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระดมความคิดเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหา ทั้งปัญหาในระดับปากท้องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และปัญหาในระดับโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ความยั่งยืนของชุมชนและสภาพแวดล้อม 10 ธันวาคม 2538 เมื่อมีการประชุมร่วมกันของเครือข่ายคนจน 10 ประเทศ ณ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นได้เดินทางไปร่วมประชุมกันต่อที่ศูนย์สาธารณสุข บ้านด่านเก่า อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในช่วงวันที่ 11-14 ธันวาคม 2538 และร่วมกันจัดทำคำประกาศลำน้ำมูล จัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน นำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
อดีตและปัจจุบันของคนจนเหล่านี้ นำมาสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกันแก้ไขปัญหาในระดับปากท้องของตนเอง และปัญหาในระดับนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ความยั่งยืนของชุมชนและสภาพแวดล้อม โดยมีเครือข่ายคนจนต่าง ๆ อาทิ เครือข่ายลุ่มน้ำ หรือเครือข่ายเขื่อน เครือข่ายปัญหาป่าไม้ เครือข่ายปัญหาที่ดิน เครือข่ายปัญหาโครงการของรัฐ เครือข่ายผู้ป่วยจากแรงงาน เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ องค์กรพัฒนาเอกชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เขมร อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เนปาล และไทย เนื่องจาก สมัชชาคนจน มีลักษณะเป็น "เครือข่าย" อำนาจตัดสินใจในการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมตัวแทนกรณีปัญหาเรียกว่า "พ่อครัวใหญ่" โดยมีนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เป็นที่ปรึกษา และมีพันธมิตรเป็นเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน องค์กรแรงงาน สถาบันวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชน องค์กรในภาคธุรกิจฯ ร่วมสนับสนุน และต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผลกระทบจาก โครงการพัฒนาของรัฐ เป็นปัญหาร่วมของคนทุกชั้นชน
การชุมนุมนับหมื่นคนของสมัชชาคนจนในครั้งที่ 1 คือ มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจน 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึง 22 เมษายน 2539 เกือบหนึ่งเดือนในยุครัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา มีคนจนจาก 21 จังหวัดกว่า 11,000 คน เข้าร่วม เพื่อกดดันให้รัฐบาลเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหา 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขื่อน กลุ่มป่าไม้ที่ดิน กลุ่มโครงการพัฒนาของรัฐและชุมชนแออัด และกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม จำนวน 47 กรณี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 เมษายน รองรับการแก้ไขปัญหา ทั้ง 47 กรณี " แต่ก็ไม่มีปัญหาใดได้รับการแก้ไขให้บรรลุผลได้ " ทั้งที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ได้เดินทางไปลงพื้นที่ในหลายพื้นที่ แต่ด้วยระบบและระเบียบราชการที่ซับซ้อน และหลายขั้นตอน จึงทำให้ไม่มีกรณีปัญหาใด สามารถแก้ไขให้บรรลุผลได้ มีเพียงความคืบหน้าในขั้นตอนการดำเนินการ เช่น การพิสูจน์สิทธิ์ การสำรวจรังวัด การกันแนวเขตเท่านั้น
การชุมนุมนับหมื่นคนของสมัชชาคนจนในครั้งที่ 2 คือ มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจน 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2540 ถึง
2 พฤษภาคม 2540 เป็นเวลา 99 วัน ในยุครัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ สมัชชาคนจนเปิดการชุมนุมใหญ่ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2540 ถึง 2 พฤษภาคม 2540 ในยุครัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ มีคนจนจาก 121 กรณีปัญหา 35 จังหวัด จำนวน 20,000 กว่าคน เข้าร่วม นับเป็นการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การยึดแนวทางการต่อสู้สันติวิธี ทำให้ได้รับความเห็นใจ การบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง จากพันธมิตรและคนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุ กับการชุมนุมอย่างยืดเยื้อยาวนานเป็นประวัติการณ์ ด้วยความอดทนและยึดแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธี ทำให้สมัชชาคนจนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ทั้งการให้กำลังใจ การบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง จากพันธมิตร และคนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทำให้สมัชชาคนจนมีกำลังยืนหยัดในการต่อสู้อย่างยาวนาน ประกอบกับบทเรียนที่เคยได้รับสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ มาหลายหนหลายครา ทำให้สมัชชาคนจนสรุปบทเรียนปรับขบวนการการต่อสู้เพื่อหาหลักประกัน ให้มั่นคงกว่าเดิม และในที่สุดรัฐบาลชวลิตก็ยอมรับในปัญหาของสมัชชาคนจน จากการชุมนุม 99 วัน การ เจรจา 38 ครั้ง ได้นำไปสู่การมีมติคณะรัฐมนตรี ออกมารองรับ 9 มติ คือ มติ ครม. วันที่ 4,11,18,25 กุมภาพันธ์ , 11,18 มีนาคม และ 1,17, 29 เมษายน 2540 รวม 121 กรณีปัญหา และภายหลังการยุติการชุมนุมนายกรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหา 12 คณะ เพื่อเป็นกลไกในการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี จนมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐบาลชวน หลีกภัย ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ 18 กรณี จากทั้งหมด 121 กรณี การแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ปิดฉากลงอีกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่ เป็นนายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนขึ้นมาใหม่ 11 คณะ โดยมีนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งการติดตามการแก้ไขปัญหาในรูปคณะกรรมการร่วมกับรัฐบาลชวน หลีกภัย ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 1 ปี หาได้มีความคืบหน้าไม่ ด้วยรัฐบาลใช้แนวทางของราชการเป็นด้านหลัก จนทำให้สมัชชาคนจน มีมติล้มกรรมการดังกล่าวไป และกลับมาใช้ยุทธวิธีการชุมนุมแบบดาวกระจาย ตามพื้นที่ที่มีความพร้อมในภาคต่างๆ รวม 6 พื้นที่ การชุมนุมในพื้นที่สามารถบรรลุผล แต่เพียงการยุติการคุกคามจากทางราชการเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้แต่อย่างใด การชุมนุมย่อยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เกิดขึ้นบ้าง ในบางเครือข่ายที่มีปัญหาเร่งด่วน อาทิ เครือข่ายเขื่อน ซึ่งการชุมนุมอยู่ที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2543 ได้ส่งตัวแทนประมาณ 800 คน ปฏิบัติการขึ้นรถไฟจากจังหวัดอุบลราชธานีมาชุมนุมยังหน้าทำเนียบรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณา 16 กรณีปัญหา ที่มาชุมนุม จนได้ข้อยุติ แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจแก้ไขปัญหา ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเอง ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้อง สมัชชาคนจน เครือข่ายปัญหาป่าไม้ ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรรณรงค์ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน โดยการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 และ 3 จนสิ้นสุดรัฐบาลชวนหลีกภัย ในปี 2544 การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างไร จะมีก็แต่เพียงการ อนุมัติโครงการเกษตรนำร่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้งบประมาณ สนับสนุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งกว่ารัฐบาลจะอนุมัติโครงการนี้ สมัชชาคนจนต้องดำเนินการติดดตามอย่างเกาะติด เกือบ 2 ปีเต็ม แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลชวน หลีกภัย ได้มีมติคณะรัฐมนตรีใหม่ ออกมาหักล้างมติเดิมของสมัชชาคนจน ที่สำคัญ คือ มติเรื่องอพยพคนออกจากป่า และมติการไม่จ่ายค่าชดเชยให้กับเขื่อนที่สร้างไปแล้ว อีกทั้งยังมีการดำเนินการทางลับ ตรวจ สอบบัญชีแกนนำสมัชชาคนจน ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนและองค์กรพัฒนาเอกชนอีกด้วย การชุมนุมย่อยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สืบเนื่องมาจนถึงรัฐบาลใหม่ พรรคไทยรักไทย ภายใต้การบริหารงานของนายกทักษิณ ชินวัตร
ในวันที่นายกเข้ารับตำแหน่ง ก็ได้เดินทางมาเลี้ยงข้าวเหนียวส้มตำที่ที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล และให้คำมั่นสัญญาต่อสมัชชาคนจน ว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งในเวลาต่อมา รัฐบาลได้นำเรื่องของสมัชชาคนจนเข้ารับทราบในคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน โดยมีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธาน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 7 คน ร่วมเป็นกรรมการ และได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการอีกประมาณ 27 คณะ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาทั้ง 205 กรณีปัญหา สมัชชาคนจน จึงยุติการชุมนุม เปิดโอกาสและให้เวลารัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินงานต่อเนื่องมาอย่างเชื่องช้า และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จแม้แต่ปัญหาเดียว
ขบวนการชาวบ้านได้เกิดการเรียนรู้ ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องของทุกกลุ่ม ทุกเครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยน ร่วมวิเคราะห์ปัญหา สรุปบทเรียน อันนำไปสู่การประสานเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมกัน ในขอบข่ายทั่วประเทศ และเชิญพันธมิตรต่างประเทศเข้าร่วมอีก 9 ประเทศ สถาปนาองค์กรประชาชนในปี 2538 ในนาม สมัชชาคนจน
สมัชชาคนจน เป็นเครือข่ายองค์กรประชาชนผู้ประสบชะตากรรมเดียวกัน อันเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ละเลยภาคเกษตรกรรม แนวทางการพัฒนากระแสหลักนี้ ได้นำมาซึ่งการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ คนจนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมถูกละเลย ชุมชนไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ทรัพยากรถูกทำลาย และตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยหลักของเกษตรกร ถูกแย่งชิง การประกาศใช้นโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าทับที่ทำกินของชาวบ้าน "การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทำลายทรัพยากรและทำลายชุมชน" ที่ทำกินผืนสุดท้ายต้องอยู่ใต้ผืนน้ำที่เรียกว่า เขื่อน คนหนุ่มสาวถูกภาวะการทางเศรษฐกิจที่บีบรัดให้ต้องเข้ามาขายแรงงานในเมือง อันเป็นที่มาของการขูดรีดแรงงาน ชุมชนแออัด รัฐกลับไม่เหลียวแล การพัฒนาเกษตรแผนใหม่ที่เน้นการใช้สารเคมี ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ได้ทำลายสภาพดินและสภาพแวดล้อม ขณะที่เกษตรกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นๆ เช่น เกษตรปลอดสารเคมี เกษตรผสมผสาน เกษตรยั่งยืน วนเกษตร กลับไม่ได้รับการเหลียวแล คนจนเหล่านี้จึงได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระดมความคิดเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหา ทั้งปัญหาในระดับปากท้องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และปัญหาในระดับโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ความยั่งยืนของชุมชนและสภาพแวดล้อม 10 ธันวาคม 2538 เมื่อมีการประชุมร่วมกันของเครือข่ายคนจน 10 ประเทศ ณ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นได้เดินทางไปร่วมประชุมกันต่อที่ศูนย์สาธารณสุข บ้านด่านเก่า อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในช่วงวันที่ 11-14 ธันวาคม 2538 และร่วมกันจัดทำคำประกาศลำน้ำมูล จัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน นำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
อดีตและปัจจุบันของคนจนเหล่านี้ นำมาสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกันแก้ไขปัญหาในระดับปากท้องของตนเอง และปัญหาในระดับนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ความยั่งยืนของชุมชนและสภาพแวดล้อม โดยมีเครือข่ายคนจนต่าง ๆ อาทิ เครือข่ายลุ่มน้ำ หรือเครือข่ายเขื่อน เครือข่ายปัญหาป่าไม้ เครือข่ายปัญหาที่ดิน เครือข่ายปัญหาโครงการของรัฐ เครือข่ายผู้ป่วยจากแรงงาน เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ องค์กรพัฒนาเอกชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เขมร อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เนปาล และไทย เนื่องจาก สมัชชาคนจน มีลักษณะเป็น "เครือข่าย" อำนาจตัดสินใจในการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมตัวแทนกรณีปัญหาเรียกว่า "พ่อครัวใหญ่" โดยมีนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เป็นที่ปรึกษา และมีพันธมิตรเป็นเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน องค์กรแรงงาน สถาบันวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชน องค์กรในภาคธุรกิจฯ ร่วมสนับสนุน และต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผลกระทบจาก โครงการพัฒนาของรัฐ เป็นปัญหาร่วมของคนทุกชั้นชน
การชุมนุมนับหมื่นคนของสมัชชาคนจนในครั้งที่ 1 คือ มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจน 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึง 22 เมษายน 2539 เกือบหนึ่งเดือนในยุครัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา มีคนจนจาก 21 จังหวัดกว่า 11,000 คน เข้าร่วม เพื่อกดดันให้รัฐบาลเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหา 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขื่อน กลุ่มป่าไม้ที่ดิน กลุ่มโครงการพัฒนาของรัฐและชุมชนแออัด และกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม จำนวน 47 กรณี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 เมษายน รองรับการแก้ไขปัญหา ทั้ง 47 กรณี " แต่ก็ไม่มีปัญหาใดได้รับการแก้ไขให้บรรลุผลได้ " ทั้งที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ได้เดินทางไปลงพื้นที่ในหลายพื้นที่ แต่ด้วยระบบและระเบียบราชการที่ซับซ้อน และหลายขั้นตอน จึงทำให้ไม่มีกรณีปัญหาใด สามารถแก้ไขให้บรรลุผลได้ มีเพียงความคืบหน้าในขั้นตอนการดำเนินการ เช่น การพิสูจน์สิทธิ์ การสำรวจรังวัด การกันแนวเขตเท่านั้น
การชุมนุมนับหมื่นคนของสมัชชาคนจนในครั้งที่ 2 คือ มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจน 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2540 ถึง
2 พฤษภาคม 2540 เป็นเวลา 99 วัน ในยุครัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ สมัชชาคนจนเปิดการชุมนุมใหญ่ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2540 ถึง 2 พฤษภาคม 2540 ในยุครัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ มีคนจนจาก 121 กรณีปัญหา 35 จังหวัด จำนวน 20,000 กว่าคน เข้าร่วม นับเป็นการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การยึดแนวทางการต่อสู้สันติวิธี ทำให้ได้รับความเห็นใจ การบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง จากพันธมิตรและคนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุ กับการชุมนุมอย่างยืดเยื้อยาวนานเป็นประวัติการณ์ ด้วยความอดทนและยึดแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธี ทำให้สมัชชาคนจนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ทั้งการให้กำลังใจ การบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง จากพันธมิตร และคนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทำให้สมัชชาคนจนมีกำลังยืนหยัดในการต่อสู้อย่างยาวนาน ประกอบกับบทเรียนที่เคยได้รับสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ มาหลายหนหลายครา ทำให้สมัชชาคนจนสรุปบทเรียนปรับขบวนการการต่อสู้เพื่อหาหลักประกัน ให้มั่นคงกว่าเดิม และในที่สุดรัฐบาลชวลิตก็ยอมรับในปัญหาของสมัชชาคนจน จากการชุมนุม 99 วัน การ เจรจา 38 ครั้ง ได้นำไปสู่การมีมติคณะรัฐมนตรี ออกมารองรับ 9 มติ คือ มติ ครม. วันที่ 4,11,18,25 กุมภาพันธ์ , 11,18 มีนาคม และ 1,17, 29 เมษายน 2540 รวม 121 กรณีปัญหา และภายหลังการยุติการชุมนุมนายกรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหา 12 คณะ เพื่อเป็นกลไกในการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี จนมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐบาลชวน หลีกภัย ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ 18 กรณี จากทั้งหมด 121 กรณี การแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ปิดฉากลงอีกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่ เป็นนายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนขึ้นมาใหม่ 11 คณะ โดยมีนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งการติดตามการแก้ไขปัญหาในรูปคณะกรรมการร่วมกับรัฐบาลชวน หลีกภัย ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 1 ปี หาได้มีความคืบหน้าไม่ ด้วยรัฐบาลใช้แนวทางของราชการเป็นด้านหลัก จนทำให้สมัชชาคนจน มีมติล้มกรรมการดังกล่าวไป และกลับมาใช้ยุทธวิธีการชุมนุมแบบดาวกระจาย ตามพื้นที่ที่มีความพร้อมในภาคต่างๆ รวม 6 พื้นที่ การชุมนุมในพื้นที่สามารถบรรลุผล แต่เพียงการยุติการคุกคามจากทางราชการเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้แต่อย่างใด การชุมนุมย่อยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เกิดขึ้นบ้าง ในบางเครือข่ายที่มีปัญหาเร่งด่วน อาทิ เครือข่ายเขื่อน ซึ่งการชุมนุมอยู่ที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2543 ได้ส่งตัวแทนประมาณ 800 คน ปฏิบัติการขึ้นรถไฟจากจังหวัดอุบลราชธานีมาชุมนุมยังหน้าทำเนียบรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณา 16 กรณีปัญหา ที่มาชุมนุม จนได้ข้อยุติ แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจแก้ไขปัญหา ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเอง ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้อง สมัชชาคนจน เครือข่ายปัญหาป่าไม้ ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรรณรงค์ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน โดยการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 และ 3 จนสิ้นสุดรัฐบาลชวนหลีกภัย ในปี 2544 การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างไร จะมีก็แต่เพียงการ อนุมัติโครงการเกษตรนำร่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้งบประมาณ สนับสนุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งกว่ารัฐบาลจะอนุมัติโครงการนี้ สมัชชาคนจนต้องดำเนินการติดดตามอย่างเกาะติด เกือบ 2 ปีเต็ม แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลชวน หลีกภัย ได้มีมติคณะรัฐมนตรีใหม่ ออกมาหักล้างมติเดิมของสมัชชาคนจน ที่สำคัญ คือ มติเรื่องอพยพคนออกจากป่า และมติการไม่จ่ายค่าชดเชยให้กับเขื่อนที่สร้างไปแล้ว อีกทั้งยังมีการดำเนินการทางลับ ตรวจ สอบบัญชีแกนนำสมัชชาคนจน ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนและองค์กรพัฒนาเอกชนอีกด้วย การชุมนุมย่อยที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สืบเนื่องมาจนถึงรัฐบาลใหม่ พรรคไทยรักไทย ภายใต้การบริหารงานของนายกทักษิณ ชินวัตร
ในวันที่นายกเข้ารับตำแหน่ง ก็ได้เดินทางมาเลี้ยงข้าวเหนียวส้มตำที่ที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล และให้คำมั่นสัญญาต่อสมัชชาคนจน ว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งในเวลาต่อมา รัฐบาลได้นำเรื่องของสมัชชาคนจนเข้ารับทราบในคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน โดยมีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธาน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 7 คน ร่วมเป็นกรรมการ และได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการอีกประมาณ 27 คณะ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาทั้ง 205 กรณีปัญหา สมัชชาคนจน จึงยุติการชุมนุม เปิดโอกาสและให้เวลารัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินงานต่อเนื่องมาอย่างเชื่องช้า และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จแม้แต่ปัญหาเดียว
จุดหมาย ข้อเรียกร้อง พัฒนาการของข้อเรียกร้อง จุดหมาย- เป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านแต่ละกรณีปัญหา ที่เข้าร่วมการต่อสู้เรียกร้องในนามสมัชชาคนจน
- เป้าหมายเพื่อการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา ในระดับกฎหมายและนโยบาย ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมต่อคนยากคนจน
- เป้าหมายเพื่อการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม
- เป้าหมายเพื่อการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา ในระดับกฎหมายและนโยบาย ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมต่อคนยากคนจน
- เป้าหมายเพื่อการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาข้อเรียกร้อง
ขั้นที่ 1 ข้อเรียกร้องหลักของสมัชชาคนจน อยู่ที่การแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ในแต่ละกรณีปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจหลักของขบวนการการเคลื่อนไหวในนาม สมัชชาคนจน
ขั้นที่ 2 จากการเรียนรู้ร่วมกัน สังเคราะห์ปัญหาร่วมกัน เรียกร้องการแก้ไขปัญหาร่วมกัน สรุปบทเรียนร่วมกัน ทำให้ เกิดการพัฒนาข้อเรียกร้องไปสู่ระดับนโยบายและกฎหมาย อันเนื่องมาจากบทเรียนที่เห็นว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระดับ นโยบายและกฎหมาย อันเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ ปัญหาต่างๆ ก็ยังคงดำรงอยู่ในสังคมต่อไป และอาจเกิดปัญหาในอนาคตกับลูกหลานก็ได้
ขั้นที่ 3 จากบทเรียนดังกล่าว ทำให้สมัชชาคนจนตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่จำกัดเขตพรมแดน ไม่จำกัดเขตประเทศ ศาสนา วัฒนธรรม หากความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คนจนก็ไม่อาจเป็นสุขได้ สมัชชาคนจน จึงมีภารกิจร่วมในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นให้จงได้ ทั้งในระดับ ชุมชน ในระดับชาติในระดับนานาชาติ โดยตระหนักถึง ความเป็นธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จากเป้าหมายทั้ง 3 ระดับ ของ สมัชชาคนจน ได้นำมาสู่การพัฒนาข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน ใน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 ข้อเรียกร้องหลักของสมัชชาคนจน อยู่ที่การแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ในแต่ละกรณีปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจหลักของขบวนการการเคลื่อนไหวในนาม สมัชชาคนจน
ขั้นที่ 2 จากการเรียนรู้ร่วมกัน สังเคราะห์ปัญหาร่วมกัน เรียกร้องการแก้ไขปัญหาร่วมกัน สรุปบทเรียนร่วมกัน ทำให้ เกิดการพัฒนาข้อเรียกร้องไปสู่ระดับนโยบายและกฎหมาย อันเนื่องมาจากบทเรียนที่เห็นว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระดับ นโยบายและกฎหมาย อันเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ ปัญหาต่างๆ ก็ยังคงดำรงอยู่ในสังคมต่อไป และอาจเกิดปัญหาในอนาคตกับลูกหลานก็ได้
ขั้นที่ 3 จากบทเรียนดังกล่าว ทำให้สมัชชาคนจนตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่จำกัดเขตพรมแดน ไม่จำกัดเขตประเทศ ศาสนา วัฒนธรรม หากความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คนจนก็ไม่อาจเป็นสุขได้ สมัชชาคนจน จึงมีภารกิจร่วมในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นให้จงได้ ทั้งในระดับ ชุมชน ในระดับชาติในระดับนานาชาติ โดยตระหนักถึง ความเป็นธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จากเป้าหมายทั้ง 3 ระดับ ของ สมัชชาคนจน ได้นำมาสู่การพัฒนาข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน ใน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้
ข้อเรียกร้องในระดับสากล
1. ต่อ สถาบันการเงินของโลก เช่น WB , IMF , ADB , JBIC , OECF ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้สถาบันการเงินเหล่านี้ ยุติการให้เงินกู้ต่อประเทศไทย โดยเฉพาะเงินกู้เพื่อโครงการขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบต่อชุมชนและสภาพแวดล้อม เช่น โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ โครงการจัดการพื้นที่สูง ซึ่งก็คือ การอพยพคนจน ชนเผ่า ออกจากป่า โครงการโรงไฟฟ้า โครงการนิวเคลียร์ คัดค้านการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เป็นต้น และเรียกร้องให้สถาบันการเงินเหล่านี้ รับผิดชอบต่อผล กระทบที่เกิดขึ้น จากการสนับสนุนเงินกู้ในอดีตที่ผ่านมา
2. ต่อ บริษัทข้ามชาติ เช่น มอนซานโต้ บริษัทเจริญโภคพันธุ์ ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ยุติการ ผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช ยุติการทดลองการปรับแต่งพันธุกรรมพืชและสัตว์ เช่น คัดค้านการจดทะเบียนข้าวหอมมะลิไทย โดย บริษัทข้ามชาติของสหรัฐอเมริกา และคัดค้านการทดลองปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของฝ้าย BT เป็นต้น
3. ต่อ องค์กรโลกบาล GATT , WTO , MAI ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ ยุติการผลักดันการค้าเสรี ซึ่งมีความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เพราะการค้าเสรีที่ว่า มีลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอา ซึ่งจะส่งผลต่อคนยากคนจน โดยเฉพาะคนจนในกลุ่มประเทศที่ยังไม่พัฒนาเป็นอย่างมาก
4. ต่อ รัฐบาลนานาประเทศ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ยุติสงคราม ยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
1. ต่อ สถาบันการเงินของโลก เช่น WB , IMF , ADB , JBIC , OECF ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้สถาบันการเงินเหล่านี้ ยุติการให้เงินกู้ต่อประเทศไทย โดยเฉพาะเงินกู้เพื่อโครงการขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบต่อชุมชนและสภาพแวดล้อม เช่น โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ โครงการจัดการพื้นที่สูง ซึ่งก็คือ การอพยพคนจน ชนเผ่า ออกจากป่า โครงการโรงไฟฟ้า โครงการนิวเคลียร์ คัดค้านการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เป็นต้น และเรียกร้องให้สถาบันการเงินเหล่านี้ รับผิดชอบต่อผล กระทบที่เกิดขึ้น จากการสนับสนุนเงินกู้ในอดีตที่ผ่านมา
2. ต่อ บริษัทข้ามชาติ เช่น มอนซานโต้ บริษัทเจริญโภคพันธุ์ ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ยุติการ ผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช ยุติการทดลองการปรับแต่งพันธุกรรมพืชและสัตว์ เช่น คัดค้านการจดทะเบียนข้าวหอมมะลิไทย โดย บริษัทข้ามชาติของสหรัฐอเมริกา และคัดค้านการทดลองปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของฝ้าย BT เป็นต้น
3. ต่อ องค์กรโลกบาล GATT , WTO , MAI ฯลฯ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ ยุติการผลักดันการค้าเสรี ซึ่งมีความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เพราะการค้าเสรีที่ว่า มีลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอา ซึ่งจะส่งผลต่อคนยากคนจน โดยเฉพาะคนจนในกลุ่มประเทศที่ยังไม่พัฒนาเป็นอย่างมาก
4. ต่อ รัฐบาลนานาประเทศ สมัชชาคนจน เรียกร้องให้ยุติสงคราม ยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
ข้อเรียกร้องในระดับชาติ กฎหมาย และ นโยบาย1.รัฐต้องผลักดันปฏิรูปการเมือง ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิทางตรง ของประชาชน ทั้งสิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชน และการตรวจสอบถอดถอน การใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ ผู้บริหารทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ภาคประชาชน
2.รัฐต้องเร่งรัดผลักดันนโยบายการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน กำหนดมาตรฐาน ในการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า จัดเก็บภาษีทรัพย์สินมรดก สร้างหลักประกันใน การคุ้มครองและส่งเสริมที่ดิน เพื่อการทำการเกษตรกรรม และเร่งออกนโยบายจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน เร่งปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรยากจนไม่มีที่ดินทำกิน
3.รัฐต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ทั้ง 4 ฉบับ อันได้แก่ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507, พ.ร.บ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ.2507, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและประชาชน ในการจัดการทรัพยากร ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เร่งดำเนินการออกกฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชน เพื่อรับรองสิทธิในการดูแลรักษาและ จัดการป่าของชุมชนท้องถิ่น
4.ในระหว่างการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะสมัชชาคนจน รัฐต้องยุติการจับกุม ข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิและจำกัดการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อมิให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากไปกว่านี้ จนกว่าจะมีการออกมาตรการแก้ไขปัญหา เจรจาเป็นที่ตกลงอย่างเป็นธรรม
5.กรณีกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่ก่อสร้างแล้ว รัฐต้องประเมินความคุ้มค่าของเขื่อนทั่วประเทศ โดยศึกษาผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่คุ้มค่า เกิดความเสียหาย ให้ยกเลิกการดำเนินโครงการนั้นๆ ทันที กำหนดแผนงาน และมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนทุกประเภท โดยยึดหลักการว่า ผู้รับผลกระทบต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องตั้งกองทุนประกันความเสียหาย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการสร้างเขื่อนทุกด้าน โดยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จะต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
6.กรณีเขื่อนที่กำลังก่อสร้างและที่ก่อสร้างแล้ว รัฐต้องยุติการดำเนินโครงการทั้งหมดไว้ก่อน ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ให้มีการศึกษาผลกระทบเบื้องต้น ในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกประเภทที่มีอยู่ ต้องดำเนินการตามกฎหมายดำเนิน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสังคมที่ครอบคลุมความเสียหายในทุกด้าน ตลอดจนกำหนดมาตรการในการ แก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น
7.รัฐต้องรับรองการมีส่วนร่วมของชาวประมงพื้นบ้าน ในการจัดการทรัพยากร และร่วมกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการใช้เครื่องมืออวนลาก อวนรุน และเครื่องมือต่างๆ ที่ทำลายล้างระบบนิเวศและสัตว์น้ำ ยกเลิกกฎหมาย การให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนทำแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์ 3,000 เมตร ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการใช้เรือตรวจ การจับกุมการทำประมงผิดกฎหมาย ปรับปรุงโครงสร้างภายในกรมประมง ให้มีเป้าหมายสนับสนุนชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อรักษาทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน
8.รัฐต้องออกกฎหมายพระราชบัญญัติ จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบการ ต้องมีการปรับปรุงระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้เจ็บป่วยจากการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ โดยรัฐบาลต้องออกกฎหมายการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบขึ้น
9.รัฐต้องสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ดำเนินการพัฒนาเกษตรในเขตพื้นที่เกษตรกรรมอย่างจริงจัง ส่งเสริมการวิจัย และสร้างตลาดให้กับพืชผลการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อย่างกว้างขวาง
10.รัฐต้องเร่งรัดผลักดันพระราชบัญญัติชุมชนแออัด เพื่อคุ้มครองป้องกันการไล่รื้อ สร้างหลักประกันพื้นฐานความมั่นคง ในที่อยู่อาศัยแก่ชุมชนเมือง และอยู่ร่วมในสังคมเมือง ไม่ต้องถูกไล่รื้อด้วยความรุนแรง หรือถูกรื้อย้ายออกไปอยู่นอกเมืองที่ไกลจากแหล่งงาน
11.รัฐต้องทบทวนและยกเลิกเงื่อนไขเงินกู้ องค์กรทุนข้ามชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม โดยเฉพาะคนจน อัน เกิดจากการพันธสัญญาข้อผูกพัน ที่รัฐบาลชุดอดีตกระทำไว้ต่อแหล่งทุนทั้งหลาย รัฐต้องดำเนินการตรวจสอบสอบสวนเพื่อ เอาโทษต่อผู้กระทำผิด อาชญากรทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อประเทศ สังคมไทย และผลักภาระให้ประชาชนแบกรับดั่งเช่นปัจจุบัน
12.รัฐต้องยกเลิกทบทวนการดำเนินการทางกฎหมาย และคดีการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้อพิพาทความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับประชาชน อันเกิดจากนโยบายที่คนจนได้รับการเลือกปฏิบัติจากกลไกรัฐราชการที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้ง รัฐจะต้องดูแลค่าจ่ายใช้ทั้งหมด อันเกิดจากคดีที่รัฐฟ้องร้องประชาชน
2.รัฐต้องเร่งรัดผลักดันนโยบายการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน กำหนดมาตรฐาน ในการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า จัดเก็บภาษีทรัพย์สินมรดก สร้างหลักประกันใน การคุ้มครองและส่งเสริมที่ดิน เพื่อการทำการเกษตรกรรม และเร่งออกนโยบายจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน เร่งปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรยากจนไม่มีที่ดินทำกิน
3.รัฐต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ทั้ง 4 ฉบับ อันได้แก่ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507, พ.ร.บ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ.2507, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและประชาชน ในการจัดการทรัพยากร ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เร่งดำเนินการออกกฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชน เพื่อรับรองสิทธิในการดูแลรักษาและ จัดการป่าของชุมชนท้องถิ่น
4.ในระหว่างการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะสมัชชาคนจน รัฐต้องยุติการจับกุม ข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิและจำกัดการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อมิให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากไปกว่านี้ จนกว่าจะมีการออกมาตรการแก้ไขปัญหา เจรจาเป็นที่ตกลงอย่างเป็นธรรม
5.กรณีกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่ก่อสร้างแล้ว รัฐต้องประเมินความคุ้มค่าของเขื่อนทั่วประเทศ โดยศึกษาผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่คุ้มค่า เกิดความเสียหาย ให้ยกเลิกการดำเนินโครงการนั้นๆ ทันที กำหนดแผนงาน และมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนทุกประเภท โดยยึดหลักการว่า ผู้รับผลกระทบต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องตั้งกองทุนประกันความเสียหาย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการสร้างเขื่อนทุกด้าน โดยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จะต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
6.กรณีเขื่อนที่กำลังก่อสร้างและที่ก่อสร้างแล้ว รัฐต้องยุติการดำเนินโครงการทั้งหมดไว้ก่อน ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ให้มีการศึกษาผลกระทบเบื้องต้น ในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกประเภทที่มีอยู่ ต้องดำเนินการตามกฎหมายดำเนิน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสังคมที่ครอบคลุมความเสียหายในทุกด้าน ตลอดจนกำหนดมาตรการในการ แก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น
7.รัฐต้องรับรองการมีส่วนร่วมของชาวประมงพื้นบ้าน ในการจัดการทรัพยากร และร่วมกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการใช้เครื่องมืออวนลาก อวนรุน และเครื่องมือต่างๆ ที่ทำลายล้างระบบนิเวศและสัตว์น้ำ ยกเลิกกฎหมาย การให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนทำแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์ 3,000 เมตร ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการใช้เรือตรวจ การจับกุมการทำประมงผิดกฎหมาย ปรับปรุงโครงสร้างภายในกรมประมง ให้มีเป้าหมายสนับสนุนชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อรักษาทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน
8.รัฐต้องออกกฎหมายพระราชบัญญัติ จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบการ ต้องมีการปรับปรุงระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้เจ็บป่วยจากการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ โดยรัฐบาลต้องออกกฎหมายการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบขึ้น
9.รัฐต้องสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ดำเนินการพัฒนาเกษตรในเขตพื้นที่เกษตรกรรมอย่างจริงจัง ส่งเสริมการวิจัย และสร้างตลาดให้กับพืชผลการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อย่างกว้างขวาง
10.รัฐต้องเร่งรัดผลักดันพระราชบัญญัติชุมชนแออัด เพื่อคุ้มครองป้องกันการไล่รื้อ สร้างหลักประกันพื้นฐานความมั่นคง ในที่อยู่อาศัยแก่ชุมชนเมือง และอยู่ร่วมในสังคมเมือง ไม่ต้องถูกไล่รื้อด้วยความรุนแรง หรือถูกรื้อย้ายออกไปอยู่นอกเมืองที่ไกลจากแหล่งงาน
11.รัฐต้องทบทวนและยกเลิกเงื่อนไขเงินกู้ องค์กรทุนข้ามชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคม โดยเฉพาะคนจน อัน เกิดจากการพันธสัญญาข้อผูกพัน ที่รัฐบาลชุดอดีตกระทำไว้ต่อแหล่งทุนทั้งหลาย รัฐต้องดำเนินการตรวจสอบสอบสวนเพื่อ เอาโทษต่อผู้กระทำผิด อาชญากรทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อประเทศ สังคมไทย และผลักภาระให้ประชาชนแบกรับดั่งเช่นปัจจุบัน
12.รัฐต้องยกเลิกทบทวนการดำเนินการทางกฎหมาย และคดีการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้อพิพาทความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับประชาชน อันเกิดจากนโยบายที่คนจนได้รับการเลือกปฏิบัติจากกลไกรัฐราชการที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้ง รัฐจะต้องดูแลค่าจ่ายใช้ทั้งหมด อันเกิดจากคดีที่รัฐฟ้องร้องประชาชน
ข้อเรียกร้องในระดับกรณีปัญหา
รัฐ ต้องเร่งแก้ไขปัญหา สมัชชาคนจน ทั้ง 7 เครือข่ายปัญหา รวมทั้งหมด 205 กรณีปัญหา ให้สัมฤทธิ์ผลและ เป็นรูปธรรม
รัฐ ต้องเร่งแก้ไขปัญหา สมัชชาคนจน ทั้ง 7 เครือข่ายปัญหา รวมทั้งหมด 205 กรณีปัญหา ให้สัมฤทธิ์ผลและ เป็นรูปธรรม
ยุค รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร
รัฐบาล "คิดใหม่ ทำใหม่" ของพรรคไทยรักไทย โดยมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แสดท่าทีใหม่ต่อการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน โดยในวันแรกที่นายกทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินทางมาเลี้ยงข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ในที่ชุมนุมสมัชชาคนจน หน้าทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายและประกาศให้คำมั่นสัญญาต่อสังคม ผ่านสื่อมวลชน ว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาให้สมัชชาคนจน โดยมีการตั้งทีมประสานงานขึ้นมา ทำหน้าที่ในการรวบรวมปัญหาและหาแนวทางร่วมกัน สมัชชาคนจน ได้รวบรวมปัญหาสมัชชาคนจนทั้ง 7 เครือข่าย เสนอต่อรัฐบาล รวมทั้งสิ้น 205 กรณีปัญหา
รัฐบาล "คิดใหม่ ทำใหม่" ของพรรคไทยรักไทย โดยมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แสดท่าทีใหม่ต่อการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน โดยในวันแรกที่นายกทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินทางมาเลี้ยงข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ในที่ชุมนุมสมัชชาคนจน หน้าทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายและประกาศให้คำมั่นสัญญาต่อสังคม ผ่านสื่อมวลชน ว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาให้สมัชชาคนจน โดยมีการตั้งทีมประสานงานขึ้นมา ทำหน้าที่ในการรวบรวมปัญหาและหาแนวทางร่วมกัน สมัชชาคนจน ได้รวบรวมปัญหาสมัชชาคนจนทั้ง 7 เครือข่าย เสนอต่อรัฐบาล รวมทั้งสิ้น 205 กรณีปัญหา
ขณะที่รัฐบาลได้นำเรื่องเข้ารับทราบในคณะรัฐมนตรี และได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน โดยมีนายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ร่วมเป็นกรรมการ หากแต่ไม่มีตัวแทนของสมัชชาคนจนแต่อย่างใด จากนั้นคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ได้ร่วมประชุม และแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีก 15 คณะ โดยมีตัวแทนสมัชชาคนจน ร่วมเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นปัญหาเช่นเคย ภาพพจน์ที่ดีของรัฐบาล และความหวังของสังคมที่ต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อให้โอกาสรัฐบาลใหม่ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สมัชชาคนจน ต้องยุติการชุมนุม ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยกลับไปชุมนุมต่อที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ริมสันเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี หากแต่ในครั้งนี้ สมัชชาคนจนรณรงค์ต่อสังคมเป็นด้านหลัก โดยเปิดยุทธการเดินเท้าทางไกล จากปลายน้ำมูน จังหวัดอุบลราชธานี สู่ต้นน้ำมูนเขาแผงม้า จังหวัดนครราชสีมา ขบวนเดินเท้าได้เริ่มออกจากหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ริมสันเขื่อนปากมูล ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 มีชาวบ้านเข้าร่วมขบวนกว่า 100 คน เพื่อบอกข่าวต่อชาวบ้านระหว่าง ทางที่ผ่าน ซึ่งจากการประเมินผลของทีมทำงานเห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงรณรงค์เดินเท้าต่อไปตามสายน้ำชี สายน้ำพอง สู่ภาคอีสานเหนือ ลุ่มน้ำสงคราม จังหวัดสกลนคร แล้วจึงย้อนเรียบแม่น้ำโขงกลับสู่ จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ระยะเวลา 240 วัน รวมระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร การเดินเท้าทางไกลของสมัชชาคนจน ชาวบ้านหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน และชาวบ้านจากเขื่อนราษีไศล เป็นการเดินเท้าเพื่อรณรงค์บอกกล่าว เกี่ยวกับการรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การรักษาดูแลแม่น้ำ รวมถึงการรณรงค์เพื่อการฟื้นฟูลุ่มน้ำมูน โดยเฉพาะการเปิดเขื่อนปากมูลและเขื่อนราษีไศล 240 วันของขบวนเดินเท้าทางไกลได้ผ่านชุมชนมากมายหมู่บ้าน ตำบลอำเภอ ใน 13 จังหวัด พักในวัดต่างๆ ที่ผ่านก็จำนวนถึง 240 ชุมชน ขบวนได้ทำหน้าที่รณรงค์ทำความเข้าใจ ในประเด็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูลุ่มน้ำมูน รวมถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม 8 เดือน ของการเดินเท้าทางไกล ในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ขบวนเดินเท้าทางไกลจะเดินทางถึงหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน และในวันเดียวกันชาวบ้านหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนได้จัดพิธีต้อนรับขบวนเดินเท้า อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางการเดินเท้าทางไกล สมัชชาคนจน ประสานความร่วมมือกับพันธมิตร จัดอภิปราย ประชุม สัมมนา อย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารกับสังคม อาทิ การสัมมนาคนจนกับปัญหาโครงสร้างของสังคมไทย การสัมมนาเรื่องเขื่อนกับการพัฒนา การตัดสินใจบนฐานองค์ความรู้ใหม่ การประชุมพ่อครัวใหญ่ทุก 3 เดือน การพานักวิชาการ สื่อมวลชน ลงพื้นที่ เรียนรู้แลกเปลี่ยน สภาพปัญหาในพื้นที่ การประชุมคณะอนุกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน อย่างต่อเนื่อง
10 กุมภาพันธ์ 2545 ครบ 1 ปี นายกฯ กินข้าวกับ "คนจน" สมัชชาคนจน ชี้แก้ปัญหาไม่คืบ หรือจะเป็นเพียงแค่การ "สร้างภาพ" สัญญาลูกผู้ชายที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร กับชาวบ้านผู้เป็นเหยื่อของการพัฒนาในนามของสมัชชาคนจน พันธสัญญาที่เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ผ่านไปครบรอบหนึ่งปี การแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้า ระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา คงเพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงใจได้เป็นอย่างดี หากแต่สมัชชาคนจน ยังรอการแก้ไขปัญหาของคณะรัฐบาลอยู่
องค์ความรู้ การสร้างการรับรู้ที่เกิดขึ้นโดยขบวนการเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหว ชุมนุม เรียกร้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน มิได้มีแต่เพียงข้อเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของสมัชชาคนจนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ของสังคมไทย และสังคมโลกรวมอยู่ด้วย อาทิ ข้อเรียกร้องในระดับนโยบายและกฎหมาย เช่น การปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ การต่อต้านกระแสบริโภคนิยม การต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ของสังคมโลกรวมอยู่ด้วย การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ด้วยเหตุด้วยผล และการเสนอทางออก ทางเลือกและแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ได้ก่อให้เกิดการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และร่วมกันหาทางออกให้กับสังคม ทั้งในหมู่นักวิชาการ และนักคิดทางสังคม ร่วมกันผลักดันหาทางออก ในประเด็นปัญหาต่างๆ ให้กับสังคมไทยมากขึ้น อาทิ การร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายป่าชุมชน โดยการร่วมลงชื่อ 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายป่าชุมชน ฉบับประชาชน การสัมมนาเรื่องเขื่อนกับการพัฒนา การตัดสินใจบนฐานองค์ความรู้ใหม่ การสัมมนาเรื่องปัญหาคนจนกับโครงสร้างสังคมไทย เป็นต้น
การสร้างพื้นที่ทางสังคม-การเมืองเดิมทีเดียวพื้นที่ทางสังคม การเมือง ถูกผูกขาดแต่ในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและปัญญาชนเท่านั้น การรวมตัวของสมัชชาคนจน ได้ก่อให้เกิดพื้นที่ทางสังคม การเมือง ที่มาจากคนยากคนจน มาจากชนชั้นล่างมากขึ้น หากแต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นๆ ด้วย เช่น เมื่อยุครัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540 สมัชชาคนจน จัดมหกรรมทวงสัญญาครั้งที่ 2 โดยการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลกว่า 20,000 คน ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานของการชุมนุม ถึง 99 วัน ในช่วงนั้น สมัชชาคนจน ได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นอย่างมาก การนำเสนอปัญหา การรายงานข่าวของสื่อมวลชน ทุกแขนง เป็นไปในทิศทางที่เป็นผลดีต่อสมัชชาคนจน ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเพราะสังคม และ สื่อมวลชน ไม่ให้การยอมรับรัฐบาลดังกล่าว จึงหันมาสนับสนุน สมัชชาคนจน การนำเสนอข่าวรายวัน การรายงานข่าวเจาะลึก มีเป็นประจำเกือบทุกวัน ทั้งนี้อีกด้านหนึ่ง สมัชชาคนจนก็จัดให้มีการแถลงข่าวในที่ชุมนุม ทุกบ่ายสามโมงเป็นประจำทุกวัน อีกทั้งมีกิจกรรมที่มีการปฏิบัติการ เกือบทุกวัน ทำให้การนำเสนอรายงานข่าว มีประเด็นให้เห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง การออกรณรงค์เผยแพร่ความเข้าใจ ในปัญหาของสมัชชาคนจน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การประสานกับองค์กรพันธมิตรในการจัดเวทีวิชาการ เสวนาสัมมนา เพื่อระดมความคิดเห็น และหาแนวทางออกร่วมกันในเวทีหลายระดับ ทำให้สังคมได้รับรู้และสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการเสนอแนะความคิดเห็น เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ร่วมกับสมัชชาคนจนอย่างกว้างขวาง อีกทั้งกิจกรรมอื่นๆ ในสังคม ก็เชิญชวนตัวแทนสมัชชาคนจนไปร่วมเวที ให้ข้อมูล ร่วมแสดงความคิดเห็น ทั้งไปบรรยายให้นักเรียน นักศึกษาฟัง อย่างต่อเนื่อง กรรมาธิการคณะต่างๆ ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็เชื้อเชิญให้สมัชชาคนจน เข้าให้ข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาในหลายต่อหลายครั้ง
อุปสรรค สถานการณ์ภายนอก- อุสรรคที่สำคัญ คือ รัฐบาลและผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ประกอบกับ โครงสร้างที่อยุติธรรม ในสังคมไทยที่ดำรงมานานนม ก็ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาขอสมัชชาคนจนเช่นกัน โดยเฉพาะกฎหมาย ที่ล้าหลังที่ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เป็นจริง แนวนโยบายที่พัฒนาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม ละเลยภาคเกษตรกรรม ละเลยคนยากคนจน ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อคนยากคนจนอย่างหนักสืบเนื่องมา รัฐบาลที่ผ่านๆ มา จึงมีข้ออ้างเสมอมาว่าเพิ่มมารับตำแหน่งใหม่ จากการปรับเปลี่ยนรัฐบาลหลายต่อหลายคณะที่ผ่านมา แล้วไม่มีการสานต่อการแก้ไขปัญหา ปัญหาของคนจนจึงมักจะเริ่มนับหนึ่งใหม่เสมอมา นอกจากนี้ยังมีอุปสรรค ปัญหาที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ฝังรากลึกมายาวนาน อาทิ
1. ทัศนะคติของผู้มีอำนาจ ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ และผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อคนจน ดูถูกคนจน ไม่เชื่อว่าคนจนมีความคิด ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้มีอำนาจ ผู้มีเงิน เท่านั้นที่น่าเชื่อถือ ดังนั้น หากจะแก้ไข ปัญหาคนจนได้ ต้องปรับทรรศนคติของผู้มีอำนาจทั้งหลายในการแก้ไขปัญหา ต้องศึกษาทำความเข้าใจกับปัญหา ซึ่งทำได้โดยการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยเฉพาะต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ ระดมความคิด ระดมการมีส่วนร่วมจากประชาชน มิใช่ใช้วิธีคิดแบบเจ้านาย รวมศูนย์ สั่งการ แบบเดิม เพราะวิธีคิดแบบรวมศูนย์อำนาจนี้ ได้ครอบงำความคิดมานับ 100 ปีแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนจนได้
2. รัฐบาล และผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา ขาดการสร้างจิตสำนึกในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม มองชาวบ้านเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น การพัฒนาต้องมาจากข้างบน ประชาชนไม่มีสิทธิ โดยเฉพาะคนจนต้องเป็นผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา ทรัพยากรต้องให้นายทุน และพวกพ้องตัวเอง ชุมชนไม่มีสิทธิเพราะไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ ดังนั้นต้องสร้างจิตสำนึกในหมู่ผู้มีอำนาจ และประชาชนทั้งชาติ ให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่จะต้องพึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ต้องให้ความสำคัญและเป็นผู้นำในการอนุรักษ์ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ระดมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการช่วยหนุนเสริมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหลัก รณรงค์เผยแพร่ ให้ประชาชนเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
3. การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง การตัดสินใจยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาท้องถิ่นได้ จึงมีปรากฏการณ์การมาชุมนุมเรียกร้อง ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้น จึงต้องร่วมกันผลักดัน ให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้ท้องถิ่น ให้ประชาชน ชุมชน มีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์รักษา ทรัพยากร ให้สิทธิกับชุมชนในการดูแล ช่วยบำรุงรักษาปกป้อง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ
4. รัฐบาล และผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา ไม่มีนโยบาย กำหนดกรอบ แนวทาง มาตรการ วิธีการ ให้ชัดเจน ในการแก้ไขปัญหา ในทางกลับกันหากเป็นเรื่องของคนรวย รัฐบาลและผู้มีอำนาจ มักจะมีนโยบาย มีการกำหนดกรอบ แนวทาง มาตรการ วิธีการที่ชัดเจนเป็นระบบ ในการแก้ไขปัญหา และยังออกกฎหมายเร่งด่วน เช่น พระราชกำหนด 11 ฉบับ อย่างเร่งด่วนในการแก้ไข ปัญหาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทไฟแนนต์ เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลและผู้มีอำนาจ ต้องมีแนวนโยบายที่ชัดเจน ในการแก้ไขปัญหาคนยากคนจน มีการกำหนดกรอบ แนวทาง มาตรการ วิธีการ ให้ชัดเจน ให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของชุมชน สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชุมชน รวมทั้งมีมาตรการทางกฎหมาย การแก้ไขกฎหมาย หรือออกกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาคนยากคนจนอย่างชัดเจน รวมทั้งเอาผิดกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีมาตรการและเอาจริงกับเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิด ร่วมกระทำผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่ควรย้ายไปทำลายที่อื่น ควรจะให้ออกจากตำแหน่งหน้าที่ และเอาผิดทางวินัยอย่างเป็นธรรม เช่น มีมาตรการทางนโยบาย และกฎหมายที่รัดกุมและชัดเจน อาทิ นโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน นโยบายจำกัดการถือครองที่ดิน มาตรการการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ออกพระราชบัญญัติป่าชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์รักษาและใช้ประโยชน์เพื่อชุมชน รับรองสิทธิชุมชน ระดมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการช่วยกันปกป้องพิทักษ์รักษาป่าชุมชน แสวงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และนานาประเทศ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม รวมไปจนถึงการกำหนดนโยบายร่วมกำหนดมาตรการร่วมกัน
5. รัฐบาลและผู้มีอำนาจ ยังขาดคุณธรรม จริยธรรม ยึดติดกับอำนาจ ศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ยึดติดกับเก้าอี้ ดังนั้น รัฐบาล และผู้มีอำนาจ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง ไม่เห็นแก่พวกพ้อง เอาประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง ไม่เล่นเกมส์การเมืองจนลืมการแก้ไขปัญหาประชาชน ไม่คอร์รัปชั่นโกงกิน กำหนดนโยบายและกฎหมายเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกัน ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างสมดุลและผาสุข
อุปสรรค ขีดจำกัด ภายใน ความชัดเจนในเป้าหมายร่วม ภารกิจร่วม เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ และพึงมีร่วมกัน ซึ่งเนื่องจากว่า สมัชชาคนจน เป็นเครือข่ายใหญ่ที่รวมตัวกันมาในระยะเวลาที่ไม่นานนัก จึงทำให้ ความเข้าใจในเป้าหมายร่วม ภารกิจร่วมยังไม่กระจ่างชัดมากนัก คงต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ร่วมกัน สรุปบทเรียนร่วมกันอันจะนำไปสู่ความกระจ่างชัดมากขึ้น หากมีความชัดเจน และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ ก็จะสามารถสร้างพลังในการเปลี่ยแปลงได้ มากกว่าที่เป็นอยู่ อาทิ อุปสรรคและขีดจำกัด ในเรื่องการจัดกระบวนการหล่อหลอมจิตสำนึกร่วม การเรียนรู้ร่วม และการปฏิบัติการร่วม เนื่องจากสมัชชาคนจน เป็นขบวนการใหญ่ มีเครือข่ายมาก และมีกรณีปัญหาที่เข้าร่วมมาก จึงยังไม่สามารถจัดกระบวนการในการพัฒนา หล่อหลอม จิตสำนึกร่วม การเรียนรู้ร่วม และปฏิบัติการร่วมได้อย่างทั่วถึง อุปสรรคและขีดจำกัด ในเรื่องจัดระบบข้อมูล ด้วยการเป็นขบวนการใหญ่ดังกล่าว สมัชชาคนจนจึงยังขาดการรวบรวม จัดเก็บประมวล ข้อมูลให้เป็นระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปสรรคและขีดจำกัดในเรื่องการประสานความร่วมมือ กับ พันธมิตร แนวร่วม ความหลากหลายของปัญหาที่เข้าร่วมสมัชชาคนจน จึงทำให้มีพันธมิตรหลากหลาย มีแนวร่วมจำนวนมาก หากแต่สมัชชาคนจน ยังไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญ ในการประสานความร่วมมือกับหมู่พันธมิตร และแนวร่วมที่หลากหลาย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปสรรคและขีดจำกัดในเรื่องการรณรงค์เผยแพร่ ความหลากหลายในปัญหา ทำให้ยากต่อการนำเสนอ และการรณรงค์เผยแพร่ ซึ่งยังขาดความแหลมคมในการรณรงค์ ยังมีลักษณะที่หลากหลายประเด็น ซึ่งยังขึ้นกับความสนใจของสังคม และสื่อมวลชนด้วย อีกทั้งยังขาดเทคนิค ทักษะ ในการผลิตสื่อ และข้อมูล ในการการรณรงค์เผยแพร่ ที่ทำให้เป็นที่น่าสนใจและน่าติดตามอีกด้วย
ทั้งนี้ สมัชชาคนจนได้มีความพยายามในการจัดสื่อ ในการรณรงค์เผยแพร่ เช่น ใบแถลงข่าว จดหมาย จดหมายเปิดผนึก เอกสาร บทความ บทสัมภาษณ์ รายงานจากพื้นที่ ลำดับเหตุการณ์ แฟ็กชี้ต แผ่นพับ โปสเตอร์ สติคเกอร์ หนังสือ สมุดภาพ บอร์ดข่าว บอร์ดนิทัศการ ธงสมัชชาคนจน ป้ายผ้า คัทเอ้าท์ เสื้อยืดรณรงค์ สินค้าคนจน เทปเพลง หมอลำ สไลด์ วีดีโอรีพอร์ท ซีดีรอมภาพ ซีดีรอมรีพอร์ท เพาเวอร์พอยท์รีพอร์ท เมลลิ่งลิสต์ ในนาม กลุ่มเพื่อนประชาชน ( friends of the people )
fopthai@asiaaccess.net.th ; thaipoor@ksc.th.com และเว็บไซต์ในชื่อ www.thai.to/aop ; www.thai.to/munriver ;www.thai.ti/yomriver รวมทั้งโรงหนังคนจนราม่า เมื่อคราวการชุมนุมใหญ่ เป็นต้น
อุปสรรคและขีดจำกัดในเรื่องเทคนิค
ทักษะในการเจรจาต่อรอง เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องเจรจาต่อรอง สมัชชาคนจน ยังขาดเทคนิค ทักษะ ในการนำเสนอ ทำให้เหตุผลที่นำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่เป็นที่ยอมรับ ทั้งๆ ที่เหตุผลที่เจรจาต่อรองล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ รัฐบาล และผู้มีอำนาจ พึงจะรับฟังและเข้าใจได้ อุปสรรคและขีดจำกัดในเรื่องเทคนิค ทักษะการเคลื่อนไหว สมัชชาคนจน ยังขาดประสบการณ์ในการเคลื่อนไหว ยังคงเน้นการเอาความทุกข์ยาก เอาข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น มานำเสนอเป็นด้านหลัก และยังเน้นปริมาณคนทุกข์คนยากเข้าร่วม เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงปริมาณของปัญหาอยู่
ปฏิสัมพันธ์กับรัฐ การตอบโต้จากรัฐการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ได้ส่งผลสะเทือนต่อรัฐ และรัฐบาล มาโดยตลอด ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาล โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ผู้สูญเสียผลประโยชน์ หน่วยงานที่เสียผลประโยชน์ จึงมีมาตรการในการตอบโต้สมัชชาคนจนในหลายรูปแบบ หลายวิธีการ อาทิ
การใส่ร้ายป้ายสี
วิธีการที่รัฐบาล โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ผู้สูญเสียผลประโยชน์ หน่วยงานที่เสียผลประโยชน์ ใช้มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ กล่าวหาว่าชาวบ้านไม่เดือดร้อนจริง ถูกจ้างมา เป็นพวกก่อกวนบ้านเมือง เป็นพวกขัดขวางการพัฒนา รวมทั้งการทำลายความน่าเชื่อถือ โดยกล่าวหาว่ามีพรรคการเมืองฝ่ายค้านหนุนหลัง เพื่อหวังทำลายรัฐบาล หรือกล่าวหาว่า มีเอ็นจีโอรับเงินต่างชาติหนุนหลัง เพื่อหวังทำลายชาติบ้านเมือง ใส่ร้ายว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์บ่อนทำลายประเทศชาติ หากแต่ การดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมของสมัชชาคนจน ยิ่งนานวันข้อกล่าวหา และการใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องเหล่านี้ ก็ยิ่งไม่เป็นผล จากข้อเท็จจริง ความเป็นจริง ที่สังคมค่อยๆ รับรู้ มากขึ้นทุกวัน ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหาและการใส่ร้ายป้ายสีเหล่านี้ ไม่เป็นผล
การโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้กลไกสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ รัฐวิสาหกิจการใช้กลไกสื่อ ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ ของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เข้าข้างฝ่ายตัวเอง อีกทั้งยังใช้งบประมาณของแผ่นดิน ในการว่าจ้างบริษัทธุรกิจ ในการสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเอง และโจมตีสมัชชาคนจน มาโดยตลอด แต่ก็ยังมีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งที่เข้าใจ และเห็นอกเห็นใจ ในปัญหาของสมัชชาคนจน ได้ทำหน้าที่ถ่วงดุล ในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และตีแผ่ข้อเท็จจริง รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ การไม่แก้ไขปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
ม็อบชนม็อบ
การใช้มวลชนมาปะทะกัน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่นำมาใช้ วิธีการนี้ในระดับพื้นที่ถูกนำมาใช้เป็นอย่างมาก โดยรัฐหรือหน่วยงานกลไกรัฐ จัดตั้งมวลชน หรือระดมมวลชน โดยมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นกลไกในการรวมมวลชน เพื่อแสดงตัวเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมเรียกร้องของสมัชชาคนจน และในบางครั้ง ถึงกับต้องปะทะกันจนหัวร้างข้างแตก บาดเจ็บกันไป แถมสุดท้ายยังถูกจับกุมคุมขังอีกด้วย เช่น กรณีเขื่อนปากมูลกับ กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน กรณีเขื่อนโปร่งขุนเพชร กับกลุ่มผู้ต้องการน้ำ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีเครือข่ายเกษตรกร ภาคเหนือกับกลุ่มอนุรักษ์จอมทอง เป็นต้น
การข่มขู่คุกคามแกนนำ และครอบครัว การตรวจสอบบัญชีมาตรการที่รัฐ และหน่วยงานของรัฐใช้ในการข่มขู่คุกคามแกนนำและครอบครัวนั้น มีหลายวิธีด้วยกัน การใช้กลไกรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นสำนักงานองค์กรพัฒนาเอกชน ค้นบ้านผู้นำชาวบ้าน การออกหมายเรียกตัว การออกหมายจับ การฟ้องร้องคดีต่อศาล รวมไปจนถึงการให้นักเลงหัวไม้ไปข่มขู่แกนนำ เป็นต้น การตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สินของแกนนำและ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย จนมาเป็นข่าวใหญ่โตในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หากแต่การตรวจสอบบัญชี และทรัพย์สินดังกล่าว กลับเจอเพียงมอเตอร์ไซต์ฮ่าง กับหนี้สิน จึงปิดเรื่องเงียบไว้ จนสื่อมวลชนที่ถูกตรวจสอบด้วย นำมาแฉเป็นแผลเหวอะหวะของรัฐบาลและกลไกรัฐ ที่ลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ใช้อำนาจในการทำลายฝ่ายตรงข้าม จนเป็นคดีความในศาลปกครองดังที่เป็นอยู่ เป็นต้น
การใช้มาตรการทางกฎหมาย ใช้กลไกรัฐ ในการจัดการ เช่น ตำรวจ ทหาร ศาล คุก การสลายการชุมนุม การจับกุมคุมขัง มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการหลักที่รัฐ รัฐบาล และผู้มีอำนาจใช้กับสมัชชาคนจน เกือบทุกกรณีปัญหาที่รัฐใช้กำลังตำรวจ จำนวนมากในการสกัดกันการชุมนุมเรียกร้องของสมัชชาคนจน บางสถานการณ์ก็จับกุมแกนนำ เช่น
ยุครัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ในการชุมนุมของสมัชชาคนจเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุม อาเซ็ม ปี 2539 มีการจับกุมแกนนำ 12 คน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา แต่ก็ปล่อยตัวในวันเดียวกัน ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำเขื่อนปากมูล 2 คน ในข้อหาเก่าที่กล่าวหาว่า ร่วมกันบุกรุกกระทำการรบกวนการ ครอบครอง อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปกระทำการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือสั่งการ และพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ในเวลากลางคืน หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการกระจายเสียง และป่าวประกาศดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่ ร่วมกันกระทำการเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ร่วมกันกระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวาง และเสียความสงบเรียบร้อยทางสาธารณะ ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ร่วมและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเอกสารเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ตาม ป.อาญา ม.83,86,162(4),157 ร่วมกันกระทำด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดอันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ กระทำเป็นซ่องโจรโดยสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้คำพูดข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกผู้ใดไม่เลิกก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 215 มีโทษจำคุก 3 ปีปรับไม่เกิน 6 พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทำให้เสียทรัพย์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อี่น เพื่อการถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อผู้มีสิทธิ์ห้ามมิให้เข้าไปไล่ให้ออกโดยร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน ทำให้เสียทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเขื่อน โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ กฟผ.สร้างขึ้นหรือ เป็นทรัพย์สินของ กฟผ. บุกรุกและขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงาน ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำเรียกร้องกรณีเขื่อนราษีไศล จ.ศรีษะเกษ 6 คน และออกหมายจับอีกกว่า 300 คน
ในข้อหาบุกรุกและกักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าพนักงาน ฉ้อโกง บุกรุกสถานที่ของราชการและทำร้ายเจ้าพนักงาน
ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำชาวบ้านเรียกร้องกรณีแก้งกะอาม จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้อหาร่วมกันก่อสร้างแผ้วถางป่า และยึดถือ ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันยึดถือครอบครองหรือปลูกหรือก่อสร้างสิ่งใดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาต เรียกค่าเสียหายกรณีสวนป่าดงเค็ง ให้จำเลยชดใช้เงิน 4,182,274.84 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ร่วมกันบุกรุก ก่นสร้างแผ้วถาง ยึดถือครอบครองหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ บุกรุกถือครอบครองก่นสร้าง แผ้วถาง ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองโพธิ์ โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำไม้และมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้าม แปรรูปเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง ร่วมกันสร้าง แผ้วถางป่า ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำชาวบ้านเรียกร้องกรณีประมงพื้นบ้าน ข้อหาร่วมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือ เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ ในการกระทำผิดนั้นตาม ป.อาญา ม.215 วรรค 3 ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกกระทำการ เพื่อกระทำความผิด ตาม ป.อาญา ม.216 ร่วมกันกับพวกตั้งแต่สามคนขึ้นไป ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่า จะใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อาญา ม.138 วรรค 2 และ 140 วรรคแรก ร่วมกันกับพวกทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตาม ป.อาญา ม.295 ร่วมกันทำให้เกิดความเสียหาย ทำลาย หรือ ทำให้เสื่อมค่า ซึ่งทรัพย์ที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตาม ป.อาญา ม.360 ผู้ใดไม่มีเหตุอันสมควร บุกรุกเข้าไปในอาคารสำนักงานหรือสถานที่เช่นว่านั้น โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตาม ป.อาญา ม.364 และ 365 (1)(2) เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำความผิด ด้วยวิธีการโฆษณา หรือประกาศ
หรือสนับสนุนด้วยวิธีการอื่นใด แก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดและได้มีผู้กระทำความผิดนั้นเกิดขึ้น โดยพฤติการณ์อาจเล็งเห็นได้ว่า อาจเกิดการกระทำความผิดเช่นที่เกิดขึ้นนั้นได้ จากการใช้การโฆษณาหรือประกาศหรือสนับสนุน และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำชาวบ้านเรียกร้องกรณีปัญหาสลัม ข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ละเมิด และผิด พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำชาวบ้านเรียกร้องกรณีที่ดินสาธารณะ ข้อหาบุกรุกเข้าไปยึดครองที่ดินของรัฐ ร่วมกันบุกรุกที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะและใช้จ้างวานให้ผู้อื่น ทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ บุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเกินกว่าห้าสิบไร่ ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมแกนนำชาวบ้านเรียกร้องกรณีการปีนเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล 225 คน ข้อหาร่วมกันเข้าไปในสถานที่ราชการในเวลากลางคืน และไม่ยอมออกไปจากสถานที่นั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามไม่ให้เข้าไป ได้ไล่ให้ออก มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีผู้ต้องหาที่ 1,2,3,4 และ 5 เป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่เลิก (โดยอ้างว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้งหมด เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,215 วรรคแรก, 216,364,365 และสำหรับผู้ต้องหาที่ 1,2,3,4,5 กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรค 3) ซึ่งปล่อยตัวมาในวันถัดมา โดยอ้างว่า มีทนายความคนหนึ่งมาประกันตัว ซึ่งต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่วนการสลายการชุมนุม เช่น การสลายการชุมนุมกรณีเขื่อนปากมูล การสลายการชุมนุมกรณีเขื่อนสิรินธร เป็นต้น
การแทรกแซงกลุ่ม เครือข่าย และขบวนการ
โดยการใช้วิธีการหลายรูปแบบ เช่น ปล่อยข่าวให้เกิดความสับสน สร้างความแตกแยกให้เกิดในหมู่แกนนำ ซื้อตัวแกนนำ ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้อำนาจ หรือเอาไปเป็นพวก เช่น มีการสร้างข่าวเท็จว่า แกนนำบางคนมีรายได้หลายล้านบาท แกนนำบางคนมีบ้าน มีรถ มีโทรศัพท์ใช้ นอน กิน ในโรงแรมหรู ในขณะชาวบ้านต้องนอนหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ข่าวลือเหล่านี้ ก็ไม่สามารถสร้างความหวั่นไหวให้กับสมัชชาคนจนได้ เพราะสมัชชาคนจนเองก็มีมาตรการในการตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว จะมีอยู่บ้างก็อย่างเช่น ชักพาผู้นำออกจากสมัชชาคนจน ให้บทบาทมาเป็นฝ่ายค้านสมัชชาคนจน ซึ่งถึงที่สุดก็ไปไม่รอด เช่น กรณีเขื่อนปากมูล และเขื่อนสิรินธร เป็นต้น
การฆ่าผู้นำ
มาตรการที่รัฐและกลไกของรัฐ โดยเฉพาะทุนท้องถิ่นที่สูญเสียผลประโยชน์นำมาใช้ คือ การฆ่าผู้นำ เช่น การฆ่าผู้นำสมัชชาคนจน กรณีการต่อต้านโรงกำจัดขยะเจนโก้ จังหวัดระยอง เป็นต้น
อนาคต สมัชชาคนจน
ความยากจนในปัจจุบัน มีสาเหตุสำคัญของปัญหามาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงนโยบายการพัฒนาของรัฐ ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือครัวเรือนการเกษตรจากการส่งเสริมการผลิตพืชเชิงเดี่ยว หรือพืชเศรษฐกิจเพื่อขายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำลายพื้นฐานการพึ่งตนเองลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นโครงสร้างการผลิต ที่นำพาเกษตรกรสู่การพี่งพาตลาด ที่เสี่ยงภัยอยู่ตลอดเวลา จนเป็นเหตุที่มาของการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้า การตกเขียวทางการเกษตร ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และทุกข์ยากเดือดร้อนแสนสาหัสของเกษตรกรไทย ความยากจนไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเกิดจากอุปนิสัยความขี้เกียจของผู้คน ความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างพัฒนา แต่ดั้งเดิมชุมชนท้องถิ่น พึ่งพาฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ ทำไร่ นา เพื่อการยังชีพ มีความมั่นคงด้านอาหาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ชีวิตที่สมดุล แต่การพัฒนาประเทศเพื่อความทันสมัย ภายใต้การกำกับของชนชั้นนำ และประเทศมหาอำนาจตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า พันธุกรรมที่สมบูรณ์ถูกรัฐดึงไปสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เมือง สร้างความมั่นคงแก่ทุน อุตสาหกรรมไปจนถึงทุนข้ามชาติ ขณะที่รัฐก็ผูกขาดอำนาจจัดการทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของตน ในที่สุดระบบการผลิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
| การจัดการทรัพยากรของชุมชนก็พังทลาย พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยน วิถีการผลิตตนเองให้พึ่งทุน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การตลาดภายนอก พึ่งการอุปถัมภ์จากรัฐ อพยพถิ่นฐานดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตรอด กลายเป็นความยากจน คนเร่ร่อน แรงงานในเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญกับคุณภาพชีวิตที่เลวร้าย การพัฒนาคือที่มาของ "ความยากจน"คนจนหมายถึง จนสิทธิ จนโอกาส จนรายได้ จนอำนาจ จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ภายใต้กติกากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างการเมืองภาคประชาชน ที่ให้โอกาสภาคประชาชนมีส่วนร่วม มีอำนาจตัดสินใจ ในสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อการร่วมกันของประชาชนทั้งสังคมในการกำหนดชะตากรรม อนาคตประเทศชาติ อนาคตชุมชนและตนเองได้อย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์แห่งการปฏิรูปการเมือง ประกอบกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนักหน่วงรุนแรง ณ ขณะปัจจุบัน ย่อมมีความจำเป็นที่สมัชชาคนจนจะต้องรวมตัวกัน เสนอทางออกทั้ง 3 ระดับ ทั้งในระดับสากล ระดับชาติ ในเชิงกฎหมายและนโยบาย รวมทั้งระดับชุมชนในแต่ละกรณีปัญหา |
ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี
ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน 10 ธันวาคม 2545
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน 10 ธันวาคม 2545
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น