Nuttanicha Galamat
วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ขบวนการเสรีไทย
เสรีไทย (อังกฤษ: Free Thai Movement) เป็นขบวนการใต้ดินที่ดำเนินการระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วง พ.ศ. 2484 -2488 มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย ขบวนการเสรีไทยกำเนิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกทัพเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกและยกพลขึ้นบกจากอ่าวไทย เดิมเรียกขบวนการนี้ว่า "องค์การต่อต้านญี่ปุ่น" ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "เสรีไทย" มีบทบาทเป็นแหล่งข่าวสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร
การที่รัฐบาลไทยนำโดยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยินยอมตกลงเข้าร่วมกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทำให้บุคคลสำคัญทางการเมืองการปกครอง ข้าราชการ และชาวไทยทั้งในและนอกประเทศไม่เห็นด้วยกับนโยบายประกาศสงคราม มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มในประเทศ นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นำโดย หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และถือว่าการประกาศสงครามนั้นมิใช่เจตนาของคนไทย กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มคนไทยในอังกฤษ นำโดยนักเรียนไทย ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เจ็ด และราชนิกูลอีกหลายพระองค์ และต่อมาในปี 2485 อังกฤษได้รับสมาชิกเสรีไทยเข้าเป็นกำลังพลร่วมในกองทัพอังกฤษ
ช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี การดำเนินงานของกลุ่มทั้งสามไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนักเพราะขาดการประสานงานร่วมกัน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ความร่วมมือระหว่างกันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่านายควง อภัยวงศ์จะแถลงนโยบาย ร่วมมือกับญี่ปุ่นโดยใกล้ชิด ตามสัญญาพันธกรณีที่ได้มีต่อกันไว้ด้วยดี และให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นทุกประการ แต่ขณะเดียวกันคณะรัฐบาลก็มีรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นบุคคลระดับหัวหน้าในองค์การต่อต้านญี่ปุ่น และคอยให้ความช่วยเหลือองค์การอย่างลับ ๆ
เสรีไทยมีเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ส่งหน่วยปฏิบัติการมาประจำในกรุงเทพฯ ด้านฝ่ายไทย นายปรีดี พนมยงค์ ได้ส่งทหารไปประจำที่กองบัญชาการของฝ่ายสัมพันธมิตร ณ เมืองแคนดี ลังกา พร้อมกับส่งทหาร ตำรวจ และพลเรือนไปรับการฝึกกับ สำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (O.S.S : Office of Strategic Services) ของสหรัฐอเมริกา และกองกำลัง 136 ของอังกฤษ ในอินเดียและลังกา
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียนนายทหารสารวัตร และโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร โดยรับสมัครนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนเตรียมปริญญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเตรียมนายเรือ มาฝึกให้เป็นผู้บังคับบัญชาของกองกำลังใต้ดินเพื่อเตรียมสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกำหนด มีการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยในประเทศร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น ส่งข่าวด้านยุทธศาสตร์ทางทหารตลอดจนรายงานสภาพดินฟ้าอากาศให้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบ ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี การปะทะกันระหว่างขบวนการเสรีไทยกับกองทัพญี่ปุ่นไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แม้ว่าไทยจะร่วมกับญี่ปุ่นในการประกาศสงคราม แต่ความร่วมมืออย่างลับ ๆ ของไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามยุติ โดยสหรัฐอเมริกาถือว่าไทยไม่เคยประกาศสงครามต่อประเทศของตน ขณะที่อังกฤษยังดำเนินนโยบายต่อไทยแตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกา
[แก้]สมาชิกขบวนการที่มีชื่อเสียง
- สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
- ควง อภัยวงศ์
- อดุล อดุลเดชจรัส
- หลวงบรรณกรโกวิท
- ดิเรก ชัยนาม
- หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
- ปรีดี พนมยงค์ (รูท)
- ทวี บุณยเกตุ
- หลวงศุภชลาศัย
- สงวน ตุลารักษ์
- ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)
- สิทธิ เศวตศิลา
- อนันต์ จินตกานนท์
- เตียง ศิริขันธ์
- ถวิล อุดล
- ทองอินทร์ ภูริพัฒน์
- ชื่อในวงเล็บเป็นรหัสที่ใช้เรียกในขบวนการเสรีไทย
อ้างอิง
- ขบวนการเสรีไทย, กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, พ.ศ. 2538
ระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก
| ลักษณะการปกครองของสมัยสุโขทัย เป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรหรือการปกครองคนในครอบครัว คือพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อ ข้าราชการและบริพารเปรียบเสมือนลูก การปกครองแบบบิดากับบุตรนี้ในปาฐกถาของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ ได้อธิบายไว้ว่าวิธีการปกครองในสมัยสุโขทัยนั้น นับถือพระเจ้าแผ่นดินอย่างบิดาของประชาชนทั้งปวง วิธีการปกครองเอาลักษณะการปกครองสกุลมาเป็นคติ เป็นต้น บิดาปกครองครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมกันเป็นบ้านอยู่ในปกครองของพ่อบ้าน ผู้อยู่ในปกครอง เรียกว่า ลูกบ้าน หลายบ้านรวมกันเป็นเมือง ถ้าเป็นเมืองขึ้นอยู่ในความปกครองของพ่อเมือง ถ้าเป็นประเทศราชเจ้าเมืองเป็นขุนหลายเมืองรวมกันเป็นประเทศที่อยู่ในความปกครองของพ่อขุน ข้าราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เรียกว่า ลูกขุน | |
| วิธีการปกครองของไทยเป็นอย่างบิดาปกครองบุตรยังใช้หลักในการปกครองประเทศไทยมา จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คำว่าปกครองแบบพ่อปกครองลูกนี้มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง พระเจ้าแผ่นดินสมัยสุโขทัยตอนต้น ประชาชนมักใช้คำแทนตัวท่านว่าพ่อขุน จนเมื่ออิทธิพลของขอมเข้ามาแทรกแซงก็ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่าพระยาเสีย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ ซึ่งเดิมเปรียบเสมือนพ่อกับลูกได้กลายสภาพเป็นข้ากับเจ้าบ่าวกับนายไป การปกครองระบบบิดากับบุตรนี้พระมหากษัตริย์ในฐานะบิดา ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด ถ้าได้พิจารณาถ่องแท้แล้วก็จะเห็นว่า ถ้าผู้ปกครองประเทศ คือ พระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎรเสมือนหนึ่งบุตร ประชาชนก็ย่อมจะได้รับความผาสุกแต่ถ้าการปกครองดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้ากับเจ้าบ่าวกับนาย สวัสดิภาพของประชาชนในสมัยนั้นก็น่าจะไม่มีความหมายอะไร อย่างไรก็ดีการที่จะใช้ระบบการปกครองอย่างใดจึงเหมาะสมนั้น นอกจากขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ต่างๆในแต่ละสมัยแล้ว การเลือกใช้วิธีการปกครองระบบบิดากับบุตรในสมัยนั้นน่าจะถือเอาการปกครองประเทศเป็นนโยบายสำคัญ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ความสำเร็จบรรลุอุดมการณ์ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ตราบใดที่ประชาชนในยุคประชาธิปไตยยังรำลึกว่าตนอยู่ในฐานะบุตรที่ผู้ปกครองในฐานะบิดาจะต้องโอบอุ้มตลอดไป บุตรคือประชาชนก็จะขาดความรับผิดชอบและขาดความสำนึกในทางการเมืองที่จะปลูกฝังและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยได้เช่นกัน หากผู้ปกครองต้องอยู่ในฐานะบิดาที่คอยโอบอุ้มและกำหนดความต้องการของประชาชนในฐานะบุตรแล้ว ความเป็นประชาธิปไตยที่จะให้บรรลุอุดมการณ์แท้จริง ก็เป็นสิ่งที่หวังได้โดยยาก | |
กษัตริย์ไทย
อาณาจักรสุโขทัย
[แก้]ราชวงศ์พระร่วง
| ลำดับ | พระบรมรูป ตราแผ่นดิน | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางหาว) | ? | พ.ศ. 1792 | พ.ศ. 1822 | 30 ปี | ||
| 2 | พ่อขุนบานเมือง | ? | พ.ศ. 1822 | 1 ปี | |||
| 3 | พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ่อขุนรามราช) | ระหว่าง พ.ศ. 1780-1790 | พ.ศ. 1822 | พ.ศ. 1841 | 19 ปี | ||
| 4 | พระยาเลอไท | ? | พ.ศ. 1841 | พ.ศ. 1866 | 25 ปี | ||
| 5 | พระยางั่วนำถม | ? | พ.ศ. 1866 | พ.ศ. 1890 | 24 ปี | ||
| 6 | พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) | ? | พ.ศ. 1890 | พ.ศ. 1911 | 21 ปี | ||
| ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอยุธยา | |||||||
| 7 | พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) | ? | พ.ศ. 1911 | พ.ศ. 1942 | 31 ปี | ||
| 8 | พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) | ? | พ.ศ. 1943 | พ.ศ. 1962 | 19 ปี | ||
| 9 | พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) | ? | พ.ศ. 1962 | พ.ศ. 1981 | 19 ปี | ||
[แก้]อาณาจักรอยุธยา
[แก้]ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 1)
| ลำดับ | พระบรมรูป พระบรมสาทิสลักษณ์ | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) | พ.ศ. 1855 | พ.ศ. 1893 | พ.ศ. 1912 | 20 ปี | ||
| 2 (1) | สมเด็จพระราเมศวร | พ.ศ. 1885 | พ.ศ. 1912 | พ.ศ. 1913 | พ.ศ. 1938 | ไม่ถึง 1 ปี | |
[แก้]ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 1)
| ลำดับ | ตราแผ่นดิน | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 3 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) | ? | พ.ศ. 1913 | พ.ศ. 1931 | 18 ปี | ||
| 4 | สมเด็จพระเจ้าทองลัน (เจ้าทองจันทร์) | ? | พ.ศ. 1931 | 7 วัน | |||
[แก้]ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 2)
| ลำดับ | พระบรมสาทิสลักษณ์ ตราแผ่นดิน | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2 (2) | สมเด็จพระราเมศวร | พ.ศ. 1885 | พ.ศ. 1931 | พ.ศ. 1938 | 7 ปี | ||
| 5 | สมเด็จพระรามราชาธิราช | พ.ศ. 1899 | พ.ศ. 1938 | พ.ศ. 1952 | ? | 15 ปี | |
[แก้]ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 2)
| ลำดับ | พระบรมสาทิสลักษณ์ ตราแผ่นดิน | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 6 | สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) | พ.ศ. 1902 | พ.ศ. 1952 | พ.ศ. 1967 | 15 ปี | ||
| 7 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) | ? | พ.ศ. 1967 | พ.ศ. 1991 | 24 ปี | ||
| 8 | สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ | พ.ศ. 1974 | พ.ศ. 1991 | พ.ศ. 2031 | 40 ปี | ||
| 9 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 | ? | พ.ศ. 2031 | พ.ศ. 2034 | 3 ปี | ||
| 10 | สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 | พ.ศ. 2015 | พ.ศ. 2034 | พ.ศ. 2072 | 38 ปี | ||
| 11 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร) | ? | พ.ศ. 2072 | พ.ศ. 2076 | 4 ปี | ||
| 12 | พระรัษฎาธิราช | พ.ศ. 2072 | พ.ศ. 2077 | 5 เดือน | |||
| 13 | สมเด็จพระไชยราชาธิราช | ? | พ.ศ. 2077 | พ.ศ. 2089 | 13 ปี | ||
| 14 | พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า) | พ.ศ. 2078 | พ.ศ. 2089 | พ.ศ. 2091 | 2 ปี | ||
| - | ขุนวรวงศาธิราช | ? | พ.ศ. 2091 | 42 วัน (ไม่ได้รับการยกย่อง) | |||
| 15 | ![]() | สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก) | พ.ศ. 2048 | พ.ศ. 2091 | พ.ศ. 2111 | 20 ปี | |
| 16 | สมเด็จพระมหินทราธิราช | พ.ศ. 2082 | พ.ศ. 2111 | 7 สิงหาคม พ.ศ. 2112 | 1 ปี | ||
| เสียกรุงครั้งที่ 1 | |||||||
[แก้]ราชวงศ์สุโขทัย
| ลำดับ | พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบรมรูป ตราแผ่นดิน | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 17 | สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1) | พ.ศ. 2059 | พ.ศ. 2112 | พ.ศ. 2133 | 21 ปี | ||
| 18 | สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2) | พ.ศ. 2098 | 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 | 25 เมษายน พ.ศ. 2148 | 15 ปี | ||
| 19 | สมเด็จพระเอกาทศรถ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 3) | พ.ศ. 2153 | 25 เมษายน พ.ศ. 2148 | พ.ศ. 2153 | 5 ปี | ||
| 20 | พระศรีเสาวภาคย์ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 4) | ? | พ.ศ. 2153 | 2 เดือน | |||
| 21 | สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (สมเด็จพระบรมราชาที่ 1) | ? | พ.ศ. 2154 | 12 ธันวาคม พ.ศ. 2171 | 17 ปี | ||
| 22 | สมเด็จพระเชษฐาธิราช | ? | พ.ศ. 2171 | พ.ศ. 2173 | 1 ปี 8 เดือน | ||
| 23 | พระอาทิตยวงศ์ | พ.ศ. 2161 | พ.ศ. 2173 | 36 วัน | |||
[แก้]ราชวงศ์ปราสาททอง
| ลำดับ | พระบรมรูป พระบรมสาทิสลักษณ์ | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 24 | ![]() | สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5)) | พ.ศ. 2143 | พ.ศ. 2173 | พ.ศ. 2199 | 25 ปี | |
| 25 | สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 6) | ? | พ.ศ. 2199 | 9 เดือน | |||
| 26 | สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา (พระสรรเพชญ์ที่ 7) | ? | พ.ศ. 2199 | 2 เดือน 17 วัน | |||
| 27 | สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3) | พ.ศ. 2175 | พ.ศ. 2199 | พ.ศ. 2231 | 11 กรกฎาคมพ.ศ. 2231 | 32 ปี | |
[แก้]ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
| ลำดับ | พระบรมรูป พระบรมสาทิสลักษณ์ | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 28 | สมเด็จพระเพทราชา | พ.ศ. 2175 | พ.ศ. 2231 | พ.ศ. 2246 | 15 ปี | ||
| 29 | สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี) (พระเจ้าเสือ) | พ.ศ. 2204 | พ.ศ. 2246 | พ.ศ. 2251 | 5 ปี | ||
| 30 | สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) | ? | พ.ศ. 2251 | พ.ศ. 2275 | 26 ปี | ||
| 31 | ![]() | สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ | ? | พ.ศ. 2275 | พ.ศ. 2301 | 26 ปี | |
| 32 | สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) | ? | พ.ศ. 2301 | พ.ศ. 2339 | 2 เดือน | ||
| 33 | สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) | ? | พ.ศ. 2301 | 7 เมษายน พ.ศ. 2310 | 26 เมษายน พ.ศ. 2311 | 9 ปี | |
| เสียกรุงครั้งที่ 2 | |||||||
[แก้]อาณาจักรธนบุรี
[แก้]ราชวงศ์ธนบุรี
| ลำดับ | พระบรมรูป | พระนาม | พระราชสมภพ | เริ่มครองราชย์ | บรมราชาภิเษก | สิ้นรัชกาล | สวรรคต | รวมปีครองราชย์ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) | 22 มีนาคม พ.ศ. 2277 หรือ 17 เมษายนพ.ศ. 2277 | 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 | 6 เมษายน พ.ศ. 2325 (พระชนม์มายุ 47 พรรษา) | 15 ปี | |||
[แก้]อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ราชอาณาจักรสยาม และราชอาณาจักรไทย
[แก้]ราชวงศ์จักรี
อ้างอิง
- ประเสริฐ ณ นคร พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 26 หน้า 16861-16864 พ.ศ. 2549
- เกร็ดความรู้จากประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก . -- กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, พ.ศ. 2550 ISBN 978-974-824-4
- พระนามพระมหากษัตริย์ฤษ) จาก ราชบัณฑิตยสถาน
- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิจารณ์เรื่องพระราชพงศาวดารกับเรื่องราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช, ๒๔๗๙, ๙๕ หน้า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


