วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติย่อของท้าวสุรนารีและอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี


                     


       ท้าวสุรนารี นามเดิมชื่อ คุณหญิงโม เป็นภรรยาของพระสุริยเดช วิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย ปลัดเมืองนครราชสีมา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2314 เป็นชาวนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเชื้อสายของท่านยังมีปรากฏสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี พ.ศ.2395 รวมอายุได้ 81 ปี 
       คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ต่อประเทศชาติ อันเป็นเกียรติประวัติสร้างความภาคภูมิใจของชาวนครราชสีมา และประชาชนชาวไทยทั่วไปนั้นก็คือ 
       เมื่อปี พ.ศ.2349 ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งจักรีวงศ์ เจ้าอนุรุทธราช (เจ้าอนุวงศ์) ผู้ครองนครเวียงจันทร์ ได้ยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมา ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองและพระยาปลัดเมืองไม่อยู่ กองทหารของเจ้าอนุรุทธราชจึงตีเมืองนครราชสีมาได้โดยง่าย และได้กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองนครราชสีมา ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง เด็ก และคนชราไปเป็นเชลย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2369 คุณหญิงโม ภริยาพระยาปลัดเมือง ก็ถูกคุมตัวไปด้วย หัวหน้าของทหารเจ้าอนุรุทธราชซึ่งเป็นผู้ควบคุม เชลยที่กวาดต้อนไปนั้น ชื่อเฟี้ยรามพิชัย ได้สั่งริบอาวุธทุกชนิดจากชาวเมืองจนหมด ในระหว่างเดินทางคุณหญิงโมได้ออกอุบายให้ชาวเมืองนับถือและเชื่อฟัง ทหารผู้ควบคุมและจัดเลี้ยงอาหารเป็นอย่างดี จนทหารของเจ้าอนุรุทธราช ตลอดจนเฟี้ยรามพิชัยให้ความไว้วางใจอย่างสนิท 
       ครั้นเดินทางมาถึงทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองพิมาย(อำเภอพิมายปัจจุบัน) ขณะที่หยุดและตั้งค่ายพักแรม ณ ที่นั้นคุณหญิงโมได้ออกอุบายให้ชาวเมืองนำอาหาร และสุราไปเลี้ยงทหารผู้ควบคุม ซึ่งตามเสียงที่เล่าลือและเชื่อถือกันทั่วๆไปว่า คุณหญิงโมได้อาศัยนางสาวบุญเหลือ เป็นกำลังสำคัญในการยั่วยุมอมสุราให้เฟี้ยรามพิชัยจนถึงกับเมามายไร้สติ เมื่อทหารควบคุมเชลย รวมทั้งเฟี้ยรามพิชัยผู้เป็นหัวหน้าเมามายไม่ได้สติ หมดความระมัดระวัง คุณหญิงโมจึงได้ประกาศให้ชาวเมืองร่วมใจกันจับอาวุธตามแต่จะหาได้เข้าโจมตีกองทหารที่ควบคุมโดยไม่ทันรู้ตัว ทหารที่ควบคุมซึ่งมีกำลังประมาณ 2,000 คน ได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ก็แตกกระจายกันไป 
       ครั้นเจ้าอนุรุทธราชทราบข่าว จึงรีบส่งทหารม้าเร็ว ประมาณ 50 คน ออกมาสืบเหตุการณ์แต่ก็ถูกฆ่าตายไปเกือบหมด เจ้าอนุรุทธราชจึงให้เจ้าปาน และเจ้าสิทธิสาร คุมทหารเดินเท้า ประมาณ 3,200 คน และทหารม้าประมาณ 4,000 คน รีบรุดมาทำการปราบปราม ได้ทำการสู้กันจนถึงตลุมบอล แต่คุณหญิงโมซึ่งมีกำลังน้อยกว่าก็ประสบชัยชนะอีก เพราะความสามัคคีและความกล้าหาญของชาวนครราชสีมา ซึ่งมีคุณหญิงโมเป็นผู้ควบคุมบัญชาการต่อสู้กับกองทหารที่ยกมาอย่างกล้าหาญเป็นยอดนั่นเอง และการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุรุทธราช รวมทั้งทหารของตนต้องเสียขวัญ ที่จะยึดเมืองนครราชสีมาอยู่ต่อไป และหมดกำลังใจที่จะนำทหารไปโจมตีกรุงเทพฯ ยกมาเป็นศึกขนาบ จึงได้สั่งให้รีบถอยทัพกลับเวียงจันทร์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2369 
       เมื่อวีรกรรมคุณหญิงโมได้ประกอบขึ้นนี้ ได้ทรงทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโมให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น "ท้าวสุรนารี" และพระราชทานยศทองคำประดับเกียรติ เป็นบำเหน็จแห่งคุณงามความดีอีกมากมาย 
       ตามที่กล่าวมา ท้าวสุรนารีไม่มีบุตรสืบตระกูล ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก 1214 พุทธศักราช 2395 รวมอายุได้ 81 ปี 


บรรณานุกรม
ดำรง  รัตนพานิช.  ที่ระลึก ปีแห่งการฉลอง 60 ปี อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี.  นครราชสีมา : สมบูรณ์ออฟเซ็ทการพิมพ์, 2539.
ที่ระลึกสร้างฐานแท่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีใหม่ พ.ศ.2510.  นครราชสีมา : โรงพิมพ์บริษัทรวมจิตราชสีมา, 2510.
เนตรนิมิตร.  ตำนานอีสาน 1,500 ปี และวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  นครราชสีมา : มิตรภาพการพิมพ์, 2536.
ประสิทธิ์ ชัยทิพย์.  คุณย่าโมของคนโคราช.  พิมพ์ครั้งที่ 1.  นนทบุรี : สำนักพิมพ์วิทยายน, 2545.



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น